ข่าว หน้าแรก เกี่ยวกับเรา อาคารสถานที่ การประกันคุณภาพ วิชาการและวิจัย ติดต่อเรา

นิทรรศการออนไลน์ ชุด ศิลปะโลก World Art E-Exhibition Part 1

2 ก.ย. 2565





ผลงานศิลปะโลก

          ศิลปะสามารถแบ่งออกได้หลายแขนง ทั้งยังสื่อถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกในแต่ละสมัยได้ ถ้าหากเราย้อนกลับไปยังแต่ละสมัยได้ เราอาจจะค้นพบวิวัฒนาการของศิลปะที่เกี่ยวข้องกับบริบทโลกในยุคนั้นๆ ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่แฝงอยู่ในงาน ผลงานศิลปะจำนวนมหาศาลที่มีอยู่ในโลกนี้ บางชิ้นจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ บางชิ้นถูกซื้อและนำไปประดับอยู่ในอาคารบ้านเรือนในที่รโหฐาน บางชิ้นก็จัดแสดงอยู่ในสถานที่สาธารณะ แต่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนมีคุณค่าในตัวของมันเอง ซึ่งผลงานส่วนใหญ่ที่นำเสนอในครั้งนี้มีการพูดถึงและเป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์ ผลงานเหล่านี้คือสุดยอดงานศิลป์ชิ้นเอกที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยศิลปินที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก สร้างความประทับใจให้กับผู้คนต่อไปตราบนานเท่านาน

ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) ประมาณปี 1495 – 1527

The Mona Lisa by Leonardo da Vinci 1503 - 1506

ชื่อภาพ : โมนาลิซา / Mona Lisa / La Gioconda / La Joconde
ศิลปิน : เลโอนาร์โด ดี แซร์ ปีเอโร ดา วินชี (Leonardo di ser Piero da Vinci)
ประเภท : ภาพวาดสีน้ำมัน
ขนาด : ความสูง 77 cm ความกว้าง 53 cm
สถานที่จัดแสดงผลงาน : พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Musée du Louvre) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

          ภาพวาด โมนาลิซา ได้รับการระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นภาพขุนนางชั้นสูงชาวอิตาลี นามว่า ลิซ่า เกราร์ดินี (Lisa Gherardini) ภรรยาของฟรานเชสโก เดล จิโอคอนโด (Francesco del Giocondo) แต่ก็ไม่ได้มอบให้กับครอบครัวจิโอคอนโดแต่อย่างใด เนื่องจากมีการวาดซ้ำขึ้นใหม่ หลังจากที่เลโอนาโดเสียชีวิต ผลงานโมนาลิซาก็ตกไปอยู่ในมือผู้ช่วย นามว่า ซาไล ถูกซื้อโดยกษัตริย์ฟรานซิสที่ 1 แห่งฝรั่งเศสและปัจจุบันเป็นทรัพย์สินของสาธารณรัฐฝรั่งเศส มีการจัดแสดงถาวรที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในปารีส

          อีกนัยหนึ่ง นักวิชาการและนักวิจารณ์ผลงานศิลปะ ได้ใช้ทฤษฎีสมคบคิด โดยระบุว่าภาพวาดโมนาลิซานี้ เลโอนาร์โดอาจจะตั้งใจวาดภาพของตนเอง เนื่องจากมีการฉายรังสีที่ภาพวาด ทำให้พบว่าภาพเขียนนี้ซ่อนภาพเบื้องหลังเอาไว้ และถูกเขียนทับลงไป อีกข้อสันนิษฐานคือ เลโอนาร์โดอาจจะวาดตัวเองในมุมมองของผู้หญิงที่มองสะท้อนผ่านกระจกเงา ดังที่ เลโอนาร์โดเคยบันทึกเอาไว้ว่า "ภาพเขียนที่จิตรกรจะคิดว่าสวยงามในทุก ๆ ด้านและทุก ๆ มุมมอง ต้องพิจารณาภาพในกระจกเงา"

          ตัวภาพ นอกจากจะใช้สีน้ำมันแล้ว ยังถูกทาทับด้วยน้ำมันสีขาวจากต้นไม้ลอมบาร์เดีย ซึ่งทำให้ผลงานมีความสวยงามมาจนถึงปัจจุบัน

Creation of Adam by Michelangelo 1508 - 1512

ชื่อภาพ : พระเจ้าสร้างอาดัม / Creación de Adám / The Creation of Adam

ศิลปิน : มีเกลันเจโล ดี โลโดวีโก บูโอนาร์โรตี ซีโมนี (Michelangelo di Lodovico Buonarroti Simoni)

ประเภท : จิตรกรรมฝาผนัง

ขนาด : ความสูง 2.8 m. ความกว้าง 5.7 m.

สถานที่จัดแสดงผลงาน : เพดานโบสถ์น้อยซิสติน พระราชวังพระสันตะปาปา ประเทศอิตาลี (Sistine Chapel ceiling, Palazzo ApostolicoPalace of the Vatican, Vatican Palace)

         The Creation of Adam ใช้เทคนิคการวาดแบบเฟรสโก (Fresco) เป็นเทคนิคหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคเรอเนสซองส์ เป็นการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ใช้ปูนขาวที่มีความชื้นเป็นตัวผสมกับผงเม็ดสี เพื่อผสานเนื้อสีเข้ากับปูน ทําให้ภาพวาดยึดติดผนังได้ดี ซึ่งมีเกลันเจโลวาดภาพเฟรสโกเก้าภาพซึ่งการสร้างอดัมตามลำดับเวลาตามตอนของปฐมกาล ภาพนี้ยังเป็นภาพที่แสดงให้เห็นมากกว่าแค่การสร้างมนุษย์คนแรก แต่แสดงให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในภายหลัง ร่างของอดัมที่ดูอ่อนแรงไร้พลังชีวิต กำลังยื่นมือออกไปหาพระเจ้า แสดงถึงความเชื่อที่ว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นตามรูปลักษณ์ของพระเจ้า ขณะที่พระเจ้านั้นถูกเขียนออกมาให้เป็นผู้ที่มีฤทธานุภาพเหนือมวลมนุษย์ทั้งหลาย เพียงยื่นนิ้วออกไปก็ปลุกให้อดัมกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

          ภาพ The Creation of Adam เป็นเหตุการณ์ที่สี่ และเป็นหนึ่งในงานท้ายๆ ที่มีเกลันเจโลสร้างให้เสร็จ แต่เป็นผลงานที่ผู้คนชื่นชมมากที่สุด และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เนื่องจากว่าเป็นผลงานที่เป็นสัญลักษณ์ของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของอิตาลี เนื่องจากจิตรกรมีเกลันเจโลทำหน้าที่เป็นตัวแทนของการสร้างมนุษย์โดยพระเจ้าได้เป็นอย่างดี เป็นภาพที่โดดเด่นมากสำหรับวิธีที่ทำให้ร่างของผู้สร้างพระเจ้าประทานชีวิตแก่อาดัม

ยุคโรโกโก (Rococo) ประมาณปี 1720 - 1760

Jupiter and Callisto by Peter Paul Rubens 1613

ชื่อภาพ : Jupiter and Callisto

ศิลปิน : ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ (Peter Paul Rubens)

ประเภท : สีน้ำมันบนวัตถุ

ขนาด : ความสูง 202 cm  ความกว้าง 305 cm

สถานที่จัดแสดงผลงาน : Museumslandschaft Hessen Kassel ประเทศเยอรมนี

          ผลงาน Jupiter and Callisto เป็นหนึ่งในผลงานที่ว่าด้วยเรื่องราวของเทพจูปิเตอร์กับมนุษย์ ซึ่งมีหลายคอลเลคชั่น จากหลายศิลปิน โดย Mary Chris นักเขียนวิจารณ์งานศิลป์จาก The Eclectic Light Company ได้แสดงความคิดเห็นผลงาน Jupiter and Callisto ของ รูเบนส์ ว่า “ผลงานของรูเบนส์มีความละเอียดอ่อนและกระตุ้นความคิด” ซึ่งมองเห็นได้ชัดจากการแสดงออกทางสีหน้าก็จริงจังของไดอาน่าที่แสดงให้เห็นชัดถึงความลังเลและความสงสัย รวมถึงมือของเธอยังมีมือขวาจับลูกธนู และมือซ้ายจับปลายคันธนูอีกข้างหนึ่ง ในส่วนของนกอินทรีย์นั้นเป็นสัญลักษณ์ของดาวพฤหัสบดี โดยมีเหยื่ออยู่ในกรงเล็บของมันเอง นอกจากนี้ ยังระบุว่า “มันเป็นศิลปะมาก ไม่ดูเป็นภาพอนาจาร เพราะใช้ความนุ่มนวลสวยงามอย่างวิจิตรบรรจง”

ยุคเรียลิสม์ (Realism) ประมาณปี 1840 – 1870

La maja desnuda by Francisco Goya 1797–1800

La maja vestida by Francisco Goya 1803

ชื่อภาพ : La maja desnuda / la ?maxa ðez?nuða / The nude Maja / ลามาฆาเดสนูดา

ศิลปิน : ฟรานซิสโก โกย่า (Francisco Goya)

ประเภท : สีน้ำมันบนผ้าแคนวาส

ขนาด : ความสูง 98 cm ความกว้าง 191 cm

สถานที่จัดแสดงผลงาน : พิพิธภัณฑ์ปราโด (Museo del Prado) กรุงมาดริด ประเทศสเปน

          ภาพของดัชเชสแห่งอัลบา (Duchess of Alba) นอนพิงหมอน มือสองข้างประสานหลังศีรษะ มีอิริยาบถผ่อนคลาย รูปร่างที่สมส่วนงดงาม ภาพทั้งสองเกิดขึ้นจากความตั้งใจของจิตรกรหนุ่มโกยาในเวลานั้นที่เขียนภาพเปลือยออกมาภายหลัง โดยที่ทั้งสองมีความสนิทกัน

          ภาพวาดนี้ขึ้นชื่อเรื่องการจ้องมองของนางแบบ ที่สายตามองตรงไปข้างหน้า เหมือนกับการจ้องมองทุกคนที่มาดูเธอ โดยไม่ละสายตา ตัวภาพถูกอ้างถึงว่าเป็นงานศิลปะตะวันตกยุคแรกที่พรรณนาถึงความเปลือยเปล่าของผู้หญิงโดยไม่มีนัยยะทางลบที่ชัดเจน อีกทั้งยังสร้างความไม่พอใจต่อผู้นำทางศาสนา และสร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้ที่ชมผลงาน รวมถึงเป็นการฉีกกฎเกณฑ์ของผลงานศิลปะในสังคมสมัยนั้นอีกด้วย

ยุคอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) ประมาณปี 1870 – 1900

Water Lilies by Claude Monet 1916

ชื่อภาพ : Water Lilies (1916) Water-Lilies, Reflections of Weeping Willows

ศิลปิน : โคลด โมเนต์ (Claude Monet) 

ประเภท : สีน้ำมันบนผ้าแคนวาส (หมายเลขผลงานในคอลเลคชั่น W.1800)

ขนาด : ความสูง 200 cm ความกว้าง 200 cm

สถานที่จัดแสดงผลงาน : พิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตกแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น (National Museum of Western Art, Tokyo)

          “ในชั่วพริบตา มุมหนึ่งของธรรมชาติ ถูกเก็บไว้ตรงนี้” คำกล่าวของโมเนต์ โดยอ้างถึงผลงาน ซึ่งก็คือภูมิทัศน์ของสระน้ำที่สร้างขึ้นที่บ้านของเขาในจิแวร์นี ผลงานในคอลเลกชันดอกบัวที่มีลวดลายเหนือกาลเวลาเพียงดอกเดียว กลายเป็นจุดโฟกัสของภาพวาดในหลายๆภาพ ซึ่งมีสวนและสระน้ำขนาดเล็กที่ทอดยาวไปตามสะพานคนเดินแบบญี่ปุ่น โมเนต์วาดภาพสิ่งแวดล้อมของสระน้ำด้วยต้นไม้ สะพาน และต้นไม้ที่แบ่งอย่างเรียบร้อยด้วยสีสันสวยงาม

         "Water-Lilies, Reflections of Weeping Willows" ของโมเนต์ ซึ่งหายสาบสูญไปนานและเพิ่งค้นพบที่ฝรั่งเศส ก่อนที่จะมีการบริจาคให้พิพิธภัณฑ์ในภายหลัง โดยถือเป็นการจัดแสดงครั้งแรกในโลกนับตั้งแต่รวบรวมผลงานกลับมาได้ คุณมัตสึกาตะ นักสะสมผลงานศิลปะจำนวนมหาศาลในลอนดอนและปารีสตลอดระยะเวลา 10 ปีนับตั้งแต่ปี 1916 และหนึ่งในนั้นคือผลงานชุด "สระบัว" โดยตั้งใจว่าจะสร้างพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงผลงานศิลปะตะวันตกในประเทศญี่ปุ่น ทว่าผลงานจำนวนมากสูญหายไปเพราะถูกขายหรือถูกเพลิงไหม้ อย่างไรก็ดี รัฐบาลฝรั่งเศสได้ส่งผลงาน 375 ชิ้นในปารีส คืนกลับมายังญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และพิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตกแห่งชาติก็ก่อตั้งขึ้นเพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงผลงานเหล่านี้

          เมื่อปี 2019 เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตกแห่งชาติญี่ปุ่น มีการจัดงาน Le Corbusier and the Age of Purism, THE MATSUKATA COLLECTION: A One-Hundred-Year Odyssey ซึ่งผลงาน Water-Lilies เป็นหนึ่งในผลงานเด่นที่ได้จัดแสดงในงานด้วยเช่นกัน

ยุคนีโออิมเพรสชั่นนิสม์  (Neo-Impressionism) ประมาณปี 1880 - 1900

A Sunday on La Grande Jatte by Georges Seurat 1884

ชื่อภาพ : A Sunday Afternoon on the Island of La Grande Jatte

ศิลปิน : จอร์จ เซอราต์ (Georges Seurat)  

ประเภท : สีน้ำมันบนผ้าแคนวาส

ขนาด : ความสูง 207.5 cm ความกว้าง 308.1 cm

สถานที่จัดแสดงผลงาน : สถาบันศิลปะแห่งชิคาโก เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

          ภาพที่วาดด้วยการประจุด อย่างที่เรียกในแวดวงศิลปะว่า Pointilism กล่าวคือ ศิลปินจะใช้วิธีแต้มปลายพู่กันลงไปทีละจุด เป็นภาพของสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ผู้คนพากันมาพักผ่อนในสวน เป็นยามบ่ายที่แสงแดดยังสาดส่อง เครื่องแต่งกายตามยุคสมัย มีการคละเคล้ากันอย่างเห็นได้ชัดถึงผู้คนหลายชนชั้น แต่กลับมีความผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด อาทิสตรีผู้ดีถือร่มควงคู่มากับชายหนุ่มไว้หนวดในหมวกทรงสูง หรือผู้ชายใส่เสื้อแขนกุดที่เห็นได้ว่าเป็นผู้ใช้แรงงาน ไม่นับรวมสรรพสัตว์ที่กำลังวิ่งเริงร่า ทหารที่เดินเล่นผ่อนคลาย ผู้คนที่ออกมาเล่นเรือใบ นักกีฬาพายเรือ เด็กผู้หญิง หญิงชรา อากาศแสนแจ่มใส ใบไม้สีเขียว ผู้หญิงที่กำลังตกปลา และผู้ชายที่กำลังพูดคุย

          เซอราใช้เวลาสองปีในการเขียนภาพ “บ่ายวันอาทิตย์” ที่เน้นรายละเอียดของภูมิทัศน์ของสวนและผู้คน ที่เกาะลากร็องด์ฌัต ซึ่งเป็นเกาะกลางแม่น้ำแซนในปารีส ที่ซึ่งเป็นที่พักผ่อนของชาวปารีสที่ไกลจากสิ่งแวดล้อมอันวุ่นวายของเมืองใหญ่

          แรงบันดาลใจจากการศึกษาการเห็นและทฤษฎีสีเซอราใช้จุดสีที่มีสีตัดกันซึ่งเมื่อสายตารวมเข้าด้วยกันแล้วจะกลายเป็นสีใหม่ขึ้นที่เป็นสีเดียว เซอราเชื่อว่าการเขียนภาพด้วยวิธีนี้ที่ปัจจุบันเรียกว่า “การผสานจุดสี” จะทำให้สีที่ออกมาสดใสและมีพลังมากกว่าการใช้ฝีแปรงในการเขียนภาพ และเพื่อที่จะเน้นภาพเขียนให้มีสีสดใสขึ้นไปอีกเซอราถึงกับเขียนกรอบในภาพด้วยจุดสีด้วย ส่วนกรอบนอกของภาพเป็นกรอบขาวบริสุทธิ์ที่ทำด้วยไม้ ซึ่งก็ยังคงอยู่

ยุคโพสต์อิมเพรสชั่นนิสม์ (Post-Impressionism) ประมาณปี 1880 - 1920

The yellow house ('The street') by Vincent van Gogh 1888

ชื่อภาพ : The Yellow House / Het gele huis / The Street (De straat) / บ้านเหลือง

ศิลปิน : Vincent van Gogh / วินเซนต์ แวน โก๊ะ

ประเภท : สีน้ำมันบนผ้าแคนวาส

ขนาด : ความสูง 76 cm ความกว้าง 94 cm

สถานที่จัดแสดงผลงาน : พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

          ภาพ The Yellow House ที่มีความสำคัญกับชีวิตของแวน โก๊ะ แม้จะใช้เวลาอยู่ที่นี่เพียงสามเดือน สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ที่จัตุรัสคาวาเลอรี (Place de la Cavalerie) โดยแวน โก๊ะ เช่าบ้านหลังนี้ในราคา 15 ฟรังก์ต่อเดือนและเขียนจดหมายถึงเธโอ (Theo) น้องชายผู้เป็นที่รักของเขาในเดือนกันยายน ปี 1888 ว่า
“ภาพสเก็ตช์บนผืนผ้าใบนี้เป็นภาพบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางแสงแดดสีเหลืองที่อยู่ใต้ท้องฟ้าสีโคบอลต์
อันบริสุทธิ์ สิ่งที่ต้องการนำเสนอนี้นับว่ายากอยู่เหมือนกันแต่นี่คือสิ่งที่ฉันอยากเอาชนะให้ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่วิเศษ บ้านสีเหลืองเหล่านี้อยู่กลางแดดจ้าและความสดของสีฟ้าที่ไม่มีอะไรมาเทียบได้ พื้นดินก็มีสีเหลืองเช่นกัน แล้วฉันจะส่งภาพวาดที่ดูดีกว่าภาพที่สเก็ตช์ออกมาจากความคิดมาให้นายเร็วๆ นี้นะ” ต่อมาภาพสเก็ตช์นี้ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในรูปแบบของงานจิตรกรรมภาพสีน้ำมันที่ตั้งชื่อง่ายๆ ว่า The Yellow House หรือ The Street แวน โก๊ะ วาดเสร็จในปี 1888 และมีเวอร์ชั่นสีน้ำออกมาอีกด้วยหลังจากนั้น

          บ้านสีเหลืองแห่งนี้เป็นเสมือนกล่องเก็บบันทึกให้เราได้รู้ถึงชีวิตและผลงานของ แวน โก๊ะ โชคดีที่เขาได้วาดภาพไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังอย่างเราได้รับรู้เรื่องราว ส่วนคุณค่าในด้านงานศิลปะ ภาพนี้ตั้งข้อสังเกตให้เราหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการใช้สีสันในภาพ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสองสีที่สำคัญในภาพนี้คือสีเหลืองและสีฟ้า เป็นสีหลักที่แวน โก๊ะ ใช้สร้างสรรค์ผลงานมากมายเมื่ออยู่ที่เมืองอาร์ลส์ (ในปี 1888 เขาสร้างผลงานไว้ถึงสามร้อยชิ้น) นอกจากนี้ ภาพนี้เป็นสิ่งที่บอกว่าการมองเห็นของแวน โก๊ะ มีความผิดปกติ เขามองเห็นเป็นสีเหลืองหรือที่เรียกว่าอาการ Xanthopsia ซึ่งสันนิษฐานกันว่าเป็นผลข้างเคียงจากการทานยารักษาอาการชักหรือนิสัยการดื่มเหล้าอับแซ็งต์ (Absinthe) มากเกินไป

The Starry Night Painting by Vincent van Gogh 1889

ชื่อภาพ : The Starry Night

ศิลปิน : วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent van Gogh)

ประเภท : จิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบ

ขนาด : ความสูง 33 cm ความกว้าง 92 cm

สถานที่จัดแสดงผลงาน : พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ (Museum of Modern Art) แมนฮัตตัน รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

          ใจกลางของภาพ " The Starry Night " เป็นหมู่บ้านแซ็ง-เรมี-เดอ-พรอว็องส์ ภายใต้ท้องฟ้าที่ม้วนตัวเป็นก้นหอย ซึ่งเป็นมุมที่มองจากสถานบำบัดไปยังทิศเหนือ ทิวเขาอาลปีย์ (Alpilles) ที่เห็นไกลออกไปทางด้านขวาดูจะประสานกับภูมิทัศน์ แต่ที่จริงแล้วดูเหมือนว่าเนินเขาตรงกลางในภาพจะมาจากบริเวณที่อยู่ทางด้านใต้ของสถานบำบัด ต้นไซเพรสทางด้านซ้ายถูกเขียนเพิ่มภายหลัง สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ แวน โก๊ะ ได้เปลี่ยนตำแหน่งของกลุ่มดาวหมีใหญ่จากทางเหนือมาเป็นทางใต้แล้วครั้งหนึ่งในภาพ " Starry Night Over the Rhone"

ลัทธิเอกซเพรสชั่นนิสม์ (Expressionism) ประมาณปี 1890 – 1939

The Scream by Edvard Munch 1893

ชื่อภาพ : The scream of nature / The scream / กรีดร้อง

ศิลปิน : เอ็ดวาร์ด มุงก์ (Edvard Munch)

ประเภท : สีน้ำมัน, สีฝุ่นเทมเพอรา และสีชอล์ก บนกระดาษแข็ง

ขนาด : ความสูง 91 cm ความกว้าง 73 cm

สถานที่จัดแสดงผลงาน : หอศิลป์แห่งชาติและพิพิธภัณฑ์มุงก์  กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ (National Gallery of Norway : National Museum of Art, Architecture and Design

          ภาพบุคคลแสดงสีหน้าหวาดกลัวอยู่ด้านหน้า ด้านหลังมีบุคคลสองคนกำลังเดินห่างออกไป และด้านบนเป็นท้องฟ้าสีแดง โดยมุงก์กล่าวถึงที่มาของ เสียงกรีดร้อง ในบันทึกส่วนตัวเมื่อวันที่ 22 มกราคม 1892 ว่า “ผมกำลังเดินไปตามถนนกับเพื่อนสองคน ตอนนั้นดวงอาทิตย์กำลังตกดิน ทันใดนั้นท้องฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ผมหยุด รู้สึกหมดแรงและพิงตัวกับราวกั้น มันเหมือนมีเลือดและเปลวไฟลอยอยู่เหนือฟยอร์ดและเมืองที่ผมอยู่ เพื่อนผมเดินจากไปแล้ว แต่ผมยังอยู่ตรงนั้น ตัวสั่นเทาด้วยความวิตก และรู้สึกได้ถึงเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากสภาพแวดล้อมนั้น”

          ผลงานเสียงกรีดร้อง เป็นหนึ่งในผลงานที่เป็นที่รู้จักดีของมุงก์ สีหน้าที่แสดงถึงความหวาดวิตกและสภาพแวดล้อมที่บิดเบี้ยว ทำให้ภาพนี้มักถูกเชื่อมโยงกับความผิดปกติทางจิต นอกจากนี้ยังส่งอิทธิพลต่อผลงานอื่นๆ ในยุคหลัง เช่น หน้ากากโกสต์เฟซในภาพยนตร์ หวีดสุดขีด, ตัวละครไซเลนซ์ในซีรีส์ ดอกเตอร์ฮู และงานล้อเลียนอีกจำนวนมาก

ลัทธิคิวบิสม์ (Cubism) ประมาณปี 1905 – 1939

Les Demoiselles d'Avignon by Pablo Picasso 1907

ชื่อภาพ : Les Demoiselles d'Avignon / The Young Ladies of Avignon / หญิงสาวแห่งอาวีญง (ชื่อเดิมของภาพ คือ The Brothel of Avignon / ซ่องโสเภณีแห่งอาวีญง)

ศิลปิน : ปาโบล รุยซ์ ปิกาโซ (Pablo Ruiz Picasso)

ประเภท : จิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าแคนวาส

ขนาด : ความสูง 243.9 cm ความกว้าง 233.7 cm

สถานที่จัดแสดงผลงาน : พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ (Museum of Modern Art) แมนฮัตตัน รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

          ภาพหญิงโสเภณีเปลือยห้าคนในซ่องโสเภณี บนถนน Carrer d'Avinyó ในเมืองบาร์เซโลนา แต่ละคนอยู่ในท่าทางเก้อเขินและส่งสายตาท้าทาย ปิกาโซไม่ได้วาดทั้งหมดตามลักษณะความเป็นหญิง แต่วาดเป็นเหลี่ยมมุม ใบหน้าหญิงสาวสามคนถูกวาดตามศิลปะแบบไอบีเรีย ในขณะที่ใบหน้าหญิงสาวสองคนด้านขวาถูกวาดให้คล้ายกับหน้ากากชาวแอฟริกา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากบรรพกาลนิยม และกล่าวว่าลักษณะดังกล่าว “ปลดปล่อยเขาจากกฎเกณฑ์ของศิลปะแบบเดิม”

ลัทธิฟิวเจอริสม์ (Futurist) ประมาณปี 1909 – 1918

La Modiste (The Milliner) by Gino Severini 1910-1911 

ชื่อภาพ : La Modiste / The Milliner 

ศิลปิน : จีโน่ เซเวอรินี่ (Gino Severini)

ประเภท : สีน้ำมันบนผ้าแคนวาส

ขนาด : ความสูง 64.8 cm ความกว้าง 48.3 cm

สถานที่จัดแสดงผลงาน : พิพิธภัณฑ์ศิลปะฟิลาเดลเฟีย เบนจามินแฟรงคลินปาร์คเวย์ รัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

          ภาพหญิงสาวสวมหมวกที่ทำด้วยมือ กำลังเดินเล่นอยู่บนถนนในเมือง แสดงถึงการเคลื่อนไหวในลักษณะการหมุนเรือนร่างของหญิงสาว ผ่านองค์ประกอบของเสื้อผ้า โดยการใช้แสงและสี

ยุคคาบเกี่ยวระหว่างลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) และลัทธิโพสต์อิมเพรสชั่นนิสม์ (Post-Impressionism) ประมาณปี 1870 - 1920

The Sea at l'Estaque by Paul Cézanne 1878-1879

ชื่อภาพ : The Sea at L'Estaque

ศิลปิน : ปอล เซซาน (Paul Cézanne)

ประเภท : สีน้ำมันบนผ้าแคนวาส

ขนาด : ความสูง 73 cm ความกว้าง 92 cm

สถานที่จัดแสดงผลงาน : พิพิธภัณฑ์ปีกัสโซ ปารีส ฝรั่งเศส (Musée Picasso, Paris, France)

          ภาพวาดนี้แสดงถึงภูมิทัศน์ฤดูร้อนในพื้นเมืองของโปรวองซ์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เซซานสนใจวาดภาพภูมิทัศน์โดยใช้สีสันสดใสเป็นหลักในการบรรยายบรรยากาศของเมืองออกมาในรูปแบบของภาพวาด แต่ในความสดใสของสีสันนี้ ยังแฝงองค์ประกอบกว้างใหญ่และดูสงบ โดยใช้การลากเส้นขึ้นและลง เป็นการสร้างเอฟเฟกต์แท่งปริซึมที่ง่ายดาย และผืนทะเลสีฟ้าที่แผ่กว้างไปทั่วผืนผ้าใบแสดงออกถึงความไร้ที่ติ แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นการออกแบบเรียบๆ แต่ก็แฝงด้วยวิธีการพรรณนาถึงความแข็งแกร่งและความลึกซึ้งของความรู้สึกได้เป็นอย่างดี

ป๊อป อาร์ต (Pop Art)  ประมาณปี 1956 – 1969

Campbell's Soup Cans by Andy Warhol 1962

ชื่อภาพ : Campbell's Soup Cans

ศิลปิน : แอนดี วอร์ฮอล (Andy Warhol)

ประเภท : สีโพลีเมอร์สังเคราะห์บนผ้าใบ

ขนาด : ความสูง 51 cm ความกว้าง 41 cm ต่อผืนผ้าใบ รวม 32 ใบ

สถานที่จัดแสดงผลงาน : Museum of Modern Art New York

          วอร์ฮอลเลือกกระป๋องซุปของแคมป์เบลส์ เป็นจุดโฟกัสของศิลปะพอปอาร์ตของเขา ซึ่งเหตุผลหนึ่งคือเขาต้องการหัวข้อใหม่หลังจากที่ละทิ้งการสร้างผลงานแนวการ์ตูน และเป็นแรงบันดาลใจจากคำแนะนำของ
ลาโทว (
Muriel Latow) จากการสร้างสรรค์ผลงานแบงก์ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อครั้งยังเป็นนักวาดภาพประกอบให้กับงานเชิงพาณิชย์หรือโฆษณาในยุคแรกๆ

   คลิก...เพื่อชมรายการวันนี้มีเหตุนานาสาระกับวัฒนธรรมและศิลปะ EP.18 ศิลปะโลก

รายการวันนี้มีเหตุนานาสาระกับวัฒนธรรมและศิลปะ ep.18 ศิลปะโลก

          ผลงานศิลปะที่มีการสื่อสารทางด้านอารมณ์ แฝงไปด้วยความคิดและจินตนาการ ที่ผ่านการรังสรรค์จากจิตวิญญาณของศิลปินที่ละเลงแต่งเติมเสริมเม็ดสีลงในผลงานแต่ละชิ้นให้มีความหมาย แม้ว่าผลงานของศิลปินบางคนจะสร้างในรูปแบบเดียวกัน ในระยะเวลาเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน นอกจากศิลปินจะสร้างสรรค์งานศิลปะอันสวยงามเพื่อจรรโลงใจผู้พบเห็นแล้ว ยังเป็นการจรรโลงสังคม โดยการสื่อความหมายที่แอบแฝงในงานศิลปะแต่ละชิ้น ในผลงานบางชิ้นยังสื่อความหมายทางด้านศาสนา สังคม และวัฒนธรรมอีกด้วย อีกทั้งศิลปินจะสื่อความหมายอย่างชัดเจนผ่านตัวอักษรหรือการอธิบายภาพแล้วนั้น แต่ก็ไม่ได้มีการปิดกั้นความคิดของผู้ชมผลงาน โดยความหมายที่ผู้ชมแต่ละคนได้มองนั้นคือจะตีความถึงความหมายที่แตกต่างกันไปเหมือนการถอดรหัสลับที่อาจจะมีการซ่อนอยู่ในภาพ

          แต่ถ้าหากศิลปินจะมีการซ่อนความหมายไว้ในภาพจริง ก็ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถวาดได้ เพราะอาจจะต้องมีสิ่งเร้าผ่านจิตวิญญาณและพรสวรรค์ มีความละเอียดรอบคอบทางด้านความคิดที่ซับซ้อน มีความใส่ใจถึงความรายละเอียดแม้จะเป็นจุดเล็กจุดน้อย จึงก่อให้เกิดภาพวาดระดับโลกขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีอยู่เพียงน้อยชิ้นที่อยู่เหนือกาลเวลาและเป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์ ดังเช่นผลงานส่วนหนึ่งที่ทีมงานของเราได้นำมาให้ชมในครั้งนี้


โดย สถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ข่าวศิลปวัฒนธรรมล่าสุด


นิทรรศการออนไลน์ ชุด ศิลป...

2 ก.ย. 2565
ผลงานศิลปะโลก

นิทรรศการออนไลน์ โครงการแ...

30 ส.ค. 2565
Develop and Upgrade Thai Textile Products “พัฒนาและยกระดั

เจ้าเชื่อเรื่องพญานาคบ่ :...

6 ก.ค. 2565
        หากพูดถึง