ข่าว หน้าแรก เกี่ยวกับเรา อาคารสถานที่ การประกันคุณภาพ วิชาการและวิจัย ติดต่อเรา

ร่างทรง : ผี เพศ และการเมืองบนพื้นที่ความเชื่อ

20 มิ.ย. 2565





ณิชาพร จำเนียร และ อรพรรณ พิศลยบุตร

หลังจากที่รอมา 3 เดือน ในที่สุดภาพยนตร์เรื่อง ‘ร่างทรง’ ก็ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไทยเป็นที่เรียบร้อยหลังจากปล่อยตัวอย่างมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ร่างทรงนับได้ว่าเป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญร่วมทุนระหว่างไทย-เกาหลีใต้ที่มีความน่าสนใจและหลังจากที่ชมตัวอย่างภาพยนตร์แล้วก็ทำให้คิดได้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะทำให้วงการภาพยนตร์ไทยในปีนี้มีสีสันขึ้นอย่างแน่นอน

ร่างทรงเป็นผลงานของสองผู้กำกับมากความสามารถอย่าง โต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับชาวไทยชื่อดังที่มีผลงานโดดเด่นมาแล้วมากมายโดยเฉพาะภาพยนตร์แนวสยองขวัญอย่าง ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ (2547), แฝด (2550), สี่แพร่ง (2551), ห้าแพร่ง (2552) และ พี่มาก...พระโขนง (2556) ที่ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของรายได้และคำชม และ นาฮงจิน (Na hong-jin) ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ที่มีผลงานเป็นที่น่าจับตามอง อาทิ The Chaser (2008), The Yellow Sea (2010) และ ภาพยนตร์สยองขวัญที่การันตีความน่ากลัวอย่าง The Wailing (2016) นอกจากนี้ภาพยนตร์ของนา ฮงจินต่างกวาดรางวัลจากแทบทุกเวทีในปีที่ออกฉาย อีกทั้งได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์และเข้าไปตีตลาดวงการภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย จากผลงานที่ผ่านมาของทั้งสองผู้กำกับมากฝีมือนี้แล้วก็สามารถการันตีถึงความสยองและเรื่องราวอันเข้มข้นในภาพยนตร์ ร่างทรง ได้อย่างแน่นอน

ภาพจากตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง
ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=XStLMJu0fI4&ab_channel=GDH

ภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง เล่าถึงเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งในภาคอีสานซึ่งเป็นครอบครัวร่างทรงที่นับถือผีท้องถิ่นอย่างย่าบาหยัน โดยครอบครัวนี้มีการสืบทอดตำแหน่งร่างทรงกันมาหลายชั่วอายุคน ในขณะเดียวกันภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อพื้นเมืองของคนในภาคอีสานต่างๆ เช่น การผูกผ้าสามสีไว้ยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การบูชาเสาหลักเมือง การแขวนเสื้อสีแดงที่เชื่อว่าป้องกันผีแม่หม้ายมาลักเอาตัวผู้ชายในบ้านไป เป็นต้น ความเชื่อดังกล่าวล้วนเป็นที่คุ้นหูคุ้นตาคนไทยเราอย่างดี แต่ประเด็นที่ผู้เขียนพบว่ามีความน่าสนใจนั่นคือ ในภาพยนตร์มีการบอกชัดเจนว่าย่าบาหยันจะเลือกเฉพาะผู้หญิงเท่านั้นที่จะมาเป็นร่างของท่านรวมทั้งการสืบทอดตำแหน่งร่างทรงก็ต้องสืบทางผู้หญิงเท่านั้นด้วย ทำให้ผู้เขียนเกิดคำถามว่าทำไมผู้ที่จะมารับตำแหน่งร่างทรงในเรื่องจะต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น? ทั้งที่ความเชื่อในศาสนาส่วนใหญ่ในปัจจุบันเจ้าของความศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นเพศชายแม้แต่เหล่าศาสดาเอกของโลกก็ล้วนเป็นเพศชายทั้งสิ้น หรือนี่จะเป็นร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่าครั้งหนึ่งผู้หญิงถือครองความศักดิ์สิทธิ์มาก่อน?

ภาพจากตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง
ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=XStLMJu0fI4&ab_channel=GDH

ประเด็นหลักของภาพยนตร์ ร่างทรง คือ การนำเสนอถึงความเชื่อของการทรงเจ้า(Shamanism) ในแถบพื้นที่ภาคอีสานของไทย การทรงเจ้าถือเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อในการนับถือผี(Animism)ซึ่งในภาคอีสานเองก็มีการนับถือผีกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล การนับถือผีของคนอีสานมีความเป็นมาร่วมกับคนในอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อที่จะทำความเข้าใจถึงความเชื่อเรื่องร่างทรงและทำความเข้าใจถึงอำนาจความศักดิ์สิทธิ์ของผู้หญิงในความเชื่อดั้งเดิม เนื้อหาที่จะกล่าวต่อไปนี้จึงจะเป็นการพูดถึงความเป็นมาของการนับถือผีในอุษาคเนย์มาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลมาจนถึงพัฒนาการของศาสนาและความเชื่อในแถบนี้ซึ่งล้วนเป็นรากเหง้าของสังคมรวมทั้งยังส่งผลกระทบหลายๆอย่างทั้งทางความเชื่อและวัฒนธรรมในอุษาคเนย์มาจนถึงปัจจุบันนี้

การนับถือผี ความเชื่อดั้งเดิมของคนในอุษาคเนย์

การนับถือผีเป็นความเชื่อพื้นเมืองของอุษาคเนย์(บน)
ที่มา: อรพรรณ พิศลยบุตร

การนับถือผี (Animism) ถือเป็นความเชื่อของมนุษย์ทั่วโลกในยุคก่อนประวัติศาสตร์รวมถึงผู้คนในอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน การนับถือผีเกิดจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทำให้มนุษย์เกิดความกลัวจนนำไปสู่การสร้างตัวตนและบทบาทของความศักดิ์สิทธิ์ที่มีนามว่า 'เทพเจ้า' หรือ 'ผี' ขึ้นมา โดยมีพลังอำนาจและมีอิทธิฤทธิ์ที่สามารถทำให้เกิดผลดีและร้ายได้ มนุษย์จึงยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจความศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเองเป็นผู้สร้างขึ้น ในความเชื่อเรื่องการนับถือผีในอุษาคเนย์นั้นเชื่อว่ามีผีสิงสถิตอยู่ในทุกๆที่รอบตัวของเราทั้งสิ่งมีและไม่มีชีวิต โดยผีในความเชื่อดั้งเดิมของอุษาคเนย์เรียกว่า“ขวัญ”[1] ซึ่งเชื่อว่าในสภาวะปกติจะสิงสู่อยู่ในทั้งมนุษย์ สัตว์ ไร่นารวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้หากขวัญมีการเคลื่อนย้ายออกจากสิ่งนั้นๆก็จะทำให้เกิดความผิดปกติ ความเจ็บป่วยในมนุษย์ได้ หรือเมื่อขวัญออกจากร่างของมนุษย์แล้วก็จะเดินทางไปรวมกับผีขวัญของบรรพชนเช่นเดียวกับในภาพยนตร์เรื่องร่างทรงที่มีการกล่าวถึงความเชื่อดังกล่าวอีกด้วย

ภาพเขียนสีผาลาย เขาฮวาซาน อายุ 2,500 มณฑลกวางสี ประเทศจีนในกวางสีเชื่อว่าเป็นภาพของคนกำลังประกอบพิธีกรรม
ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_54927

ในความเชื่อเรื่องการนับถือผีนั้นมีการประกอบพิธีกรรมโดยมีร่างทรงเป็นผู้นำพิธีกรรม ร่างทรงเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์และสิ่งเหนือธรรมชาติ ปรานี วงษ์เทศ[2]กล่าวถึงความเชื่อเรื่องร่างทรงว่าความเชื่อเกี่ยวกับร่างทรงนั้นมักพบในสังคมขนาดเล็กกล่าวคือมักพบในสังคมระดับหมู่บ้านหรือชุมชนซึ่งยังเป็นสังคมที่ไม่ได้มีความซับซ้อนมากเช่นเดียวกับสังคมระดับรัฐซึ่งก็สอดคล้องกับสังคมในภูมิภาคอุษาคเนย์ยุคก่อนที่จะมีการรับศาสนาจากอินเดีย คนพื้นเมืองในแถบนี้นับถือผีพื้นเมืองมาก่อน ลักษณะสังคมยังอยู่กันเป็นแบบชุมชน มีร่างทรงเป็นเจ้าพิธีกรรมและยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านความเชื่อและต่อชุมชนด้วย ในการเข้าทรงนั้นในแต่ละพิธีกรรมจะมีจุดประสงค์แตกต่างกันไปตั้งแต่การเซ่นไหว้เลี้ยงผีประจำปี เช่น การเซ่นไหว้เลี้ยงผีบรรพชนประจำปีของชาวมอญ[3] การทำนายทายทักพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆอย่างการเข้าทรงผีนัตในพม่า[4] พิธีลำผีฟ้าของคนในภาคอีสานของไทยที่กระทำเพื่อการรักษาโรค[5] เป็นต้น ความเชื่อเรื่องการนับถือผีนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้แก่มนุษย์แล้วการประกอบพิธีกรรมในการนับถือผีที่ในหลายๆพิธีกรรมมักจะมีการรวมตัวกันของเครือญาติหรือคนในชุมชนก็ถือเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติอีกด้วย

ด้วยสภาพแวดล้อมของสังคมมนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์ที่ยังมีข้อจำกัดขององค์ความรู้ เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันไปจนถึงความไม่แน่นอนต่างๆในชีวิตไม่ว่าจะโรคภัยไข้เจ็บ ภัยธรรมชาติต่างๆที่ทำให้เรื่องของความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาตินั้นมีอิทธิพลต่อจิตใจมนุษย์ในยุคนั้นอย่างมาก ดังนั้นการเป็นร่างทรงจึงถือเป็นสถานะที่มีความพิเศษเพราะถือเป็นผู้ถือครองความศักดิ์สิทธิ์ในชุมชน เป็นผู้ที่สามารถติดต่อกับอำนาจเหนือธรรมชาติได้ บทบาทของร่างทรงจึงไม่เป็นเพียงผู้ติดต่อสื่อสารระหว่างสองโลกแต่ร่างทรงยังเป็นผู้ที่ใช้อำนาจเหนือธรรมชาติในการสร้างอำนาจและพื้นที่ทางสังคมในสมัยโบราณอีกด้วย

เพศหญิงกับความศักดิ์สิทธิ์ในความเชื่อดั้งเดิมของคนอุษาคเนย์

โครงกระดูกเจ้าแม่โคกพนมดี อายุราว 3,000 ปี จากแหล่งโบราณคดีโคกพนมดี อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี
ที่มา: https://prachatai.com/journal/2013/05/46559

ในสังคมอุษาคเนย์ดั้งเดิมนั้นผู้หญิงเป็นผู้มีบทบาททางเศรษฐกิจและสังคมสูง[6] เมื่อเทียบกับสังคมในเขตวัฒนธรรมอื่นๆ ผู้หญิงในอุษาคเนย์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในทางความเชื่อและทางสังคม ผู้หญิงมีอาชีพเป็นช่างฝีมือประเภทต่างๆรวมทั้งอาชีพค้าขายทั้งสังคมในอุษาคเนย์ยังเป็นสังคมที่จัดความสัมพันธ์โดยให้แม่เป็นศูนย์กลางของระบบครอบครัว[7] ทำให้ผู้หญิงเป็นผู้ถือครองทรัพย์สินและสืบทอดส่งต่อทรัพยากรของตนให้ลูกหลานต่อไป นอกจากนี้สังคมอุษาคเนย์เป็นสังคมเกษตรกรรมจึงมีการให้ความสำคัญกับดินและน้ำเพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลผลิต มีการนับถือผีดินซึ่งมักเป็นผีเพศหญิง รวมถึงมีการบูชางู สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำซึ่งคนโบราณมองว่าสัตว์เหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ คนในอุษาคเนย์ยุคแรกเริ่มมองว่าเพศหญิงเป็นเพศที่มีความเชื่อมโยงกับความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากเพศหญิงสามารถให้กำเนิดได้ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์ เป็นอำนาจลี้ลับที่มีในเพศหญิงเท่านั้น ดังนั้นผู้หญิงจึงเป็นผู้ถือครองความศักดิ์สิทธิ์นำมาสู่การที่ความเชื่อพื้นเมืองของคนอุษาคเนย์ในยุคแรกเริ่มนั้นผู้หญิงมีบทบาทในพิธีกรรมอย่างมากทั้งในแง่ของผู้นำพิธีกรรมอย่างหมอผี คนทรงรวมไปถึงเป็นผู้ร่วมประกอบพิธีกรรมอย่างเช่นการจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ การฟ้อนรำ

สุจิตต์ วงษ์เทศกล่าวว่าตามความเชื่อดั้งเดิมของคนในอุษาคเนย์นั้นเชื่อว่าผีบรรพชนจะเข้าสิงในร่างทรงที่เป็นผู้หญิงเท่านั้น แต่ก็มีคำอธิบายถึงสาเหตุที่ว่าทำไมผีจะมาเข้าเพียงร่างทรงที่เป็นผู้หญิงเท่านั้นว่าเป็นเพราะผู้หญิงมีขวัญที่อ่อนกว่าผู้ชายจึงทำให้ผีเข้าประทับร่างได้ง่ายกว่าฟังดูเหมือนว่าคำอธิบายเช่นนี้จะเป็นการบอกว่าผู้หญิงอ่อนแอ แต่ในขณะเดียวกันผู้หญิงก็ใช้อำนาจที่ได้จากผีในการผูกขาดการเป็นร่างทรงรวมทั้งองค์ความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมทางความเชื่อดั้งเดิมซึ่งถือเป็นพื้นที่ของผู้หญิง[8]

หลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นตัวอย่างที่แสดงถึงอำนาจและบทบาทที่สูงของของผู้หญิงในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของอุษาคเนย์ คือ การค้นพบหลุมศพโครงกระดูกหมายเลข 15 เพศหญิงหรือที่รู้จักกันในนาม “เจ้าแม่โคกพนมดี” ณ แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี โดยศาสตราจารย์ชาร์ล ไฮแอม นักโบราณคดีชาวอังกฤษและรัชนี ทศรัตน์ผู้ขุดค้นในครั้งนั้น จากการขุดค้นในครั้งดังกล่าวพบว่าหลุมศพนี้มีความแตกต่างจากหลุมศพอื่นๆเพราะมีการฝังข้าวของจำนวนมากไว้กับศพทั้งลูกปัดจำนวน 120,000 ชิ้นบนโครงกระดูกรวมทั้งยังมีข้าวของอื่นๆอีกจำนวน ได้แก่ กำไลที่ทำจากเปลือกหอย เศษภาชนะดินเผา หินขัด กระดูกปลา[9] โดยไฮแอมตีความว่าเจ้าของหลุมศพดังกล่าวนั้นต้องเป็นผู้ที่มีสถานภาพสูงในชุมชนเนื่องจากการมีลูกปัดนับแสนชิ้นในครอบครองซึ่งในสมัยนั้นลูกปัดถือเป็นของมีค่าอย่างหนึ่ง ฉะนั้นการที่หญิงรายนี้มีลูกปัดเรือนแสนชิ้นย่อมแสดงว่าเธอมีความมั่งคั่ง

ในขณะเดียวกันลูกปัดยังเป็นของที่ค้าขายกันระหว่างชุมชนด้วยนั่นแสดงว่าหญิงเจ้าของหลุมศพนี้น่าจะมีบทบาทสำคัญในการทำการค้าระหว่างชุมชน นอกจากนี้ในหลุมศพยังมีการฝังภาชนะดินเผาซึ่งไฮแอมตีความว่าเมื่อตอนมีชีวิตอยู่หญิงรายนี้น่าจะมีอาชีพเป็นช่างปั้น จากการศึกษาแหล่งโบราณคดีโคกพนมดีทั้งหมดไฮแอมได้วิเคราะห์หลักฐานและเขียนบทความเกี่ยวกับประเด็นเรื่องเพศภาวะของผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งเขาได้เสนอไว้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ ชุมชนโคกพนมดีเป็นชุมชนล่าสัตว์ เก็บหาอาหาร และมีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาไว้ใช้ในชุมชนรวมถึงแลกเปลี่ยนกับชุมชนภายนอกโดยผู้หญิงมีสถานภาพทางสังคมสูงกว่าผู้ชาย เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะผู้หญิงมีบทบาทในการเป็น 'ช่างปั้น' ซึ่งพบได้จากหลุมศพของโครงกระดูกเพศหญิงในชุมชนรวมทั้งหลุมศพของเจ้าแม่โคกพนมดีที่มีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาในขณะที่ในหลุมศพของเพศชายไม่มีการฝังสิ่งของดังกล่าว นอกจากนี้ไฮแอมได้เสนอว่าเพศหญิงน่าจะมีบทบาทในการค้า-การแลกเปลี่ยนสิ่งของระหว่างชุมชนด้วยเนื่องจากการค้นพบของมีค่าหรือของหายากซึ่งไม่พบในชุมชนโคกพนมดี อาทิ หินชนิดดีสำหรับผลิตเครื่องมือ เครื่องประดับหอย เป็นต้น

การมาถึงของศาสนาพราหมณ์-พุทธกับการเปลี่ยนถ่ายความศักดิ์สิทธิ์จากหญิงสู่ชาย


ภาพสลักหน้าบันการรบกันระหว่างเกาฑิณยะและนางนาคโสมาที่ปราสาทนครวัด
ที่มา : 
https://www.pinterest.de/pin/475692779372808688/

ราวพุทธศตวรรษที่ 1000 อุษาคเนย์มีการรับศาสนาพราหมณ์-พุทธจากอินเดียผ่านการค้าขายระหว่างพ่อค้าชาวอินเดียโบราณและชาวพื้นเมืองในอุษาคเนย์โดยการรับความเชื่อนี้ค่อยๆแผ่ขยายจากบริเวณหมู่เกาะเข้าไปจนถึงแผ่นดินใหญ่ มีตำนานที่แสดงให้เห็นถึงช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญทางศาสนาและการเมืองของอุษาคเนย์นั่นคือ ตำนานการเกิดรัฐฟูนัน ในเอกสารหลักฐานของราชทูตจีน คังไท่และจูยิงที่เดินทางเข้ามายังฟูนันในช่วงตอนกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 3 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 7 ได้บันทึกถึงตำนานการเกิดรัฐฟูนัน รัฐยุคแรกเริ่มในอุษาคเนย์ไว้ว่า

“ครั้งหนึ่งมีพราหมณ์อินเดียนามว่าเกาฑิณยะผู้มีธนูวิเศษได้ออกเดินเรือไปในทะเลและได้เดินทางมาถึงฟูนันและได้พบกับนางหลิวเย่ หญิงผู้นำคนพื้นเมือง นางหลิวเย่พายเรือมาต้อนรับแต่เกาฑิณยะได้ยิงธนูใส่เรือของนางหลิวเย่ทำให้นางตกใจนางจึงยอมแพ้หลังจากนั้นเกาฑิณยะจึงได้นางหลิวเย่เป็นมเหสีโดยก่อนวันเข้าพิธีสมรสเกาฑิณยะถวายเครื่องทรงให้เจ้าหญิง ส่วนพญานาคก็ตอบแทนด้วยการดื่มน้ำที่ท่วมแผ่นดินจนแห้ง และสร้างเมืองให้พระชามาดา (ลูกเขย)และเรียกชื่ออาณาจักรนี้ว่า กัมโพช”[10]

หลักฐานจากศิลาจารึกภาษาสันสกฤตที่พบในจามปาก็มีการจารึกถึงตำนานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือ “พราหมณ์เกาฑิณยะผู้ที่เดินทางมาจากแดนไกลได้รับหอกจากพราหมณ์อัศวัตถามันบุตรแห่งพราหมณ์โทรณะ ได้พุ่งหอกไปเพื่อสร้างราชธานี ต่อจากนั้นจึงได้สมรสกับธิดาพญานาคนามว่า 'โสมา' และได้สืบเชื้อวงศ์ต่อมา”[11]

ตำนานในลักษณะนี้ยังมีปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงกัมพูชาที่เล่าถึง “นางนาคชื่อทาวดีเป็นลูกนาคราชอาศัยอยู่ใต้บาดาล และพระทองเป็นเจ้าชายจากแดนไกล วันหนึ่งนางนาคแปลงกายเป็นมนุษย์ขึ้นมาเล่นน้ำ เป็นจังหวะที่พระทองเดินทางมาพบจึงเกิดหลงรักนางนาคและแต่งงานกัน บิดานางนาคจึงเนรมิตเมืองขึ้นให้ชื่อว่า ‘กัมพูชา ให้แก่พระทองและลูกสาวของตน พระทองจึงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกัมพูชา ต่อมาพระทองต้องการลงไปเมืองบาดาลแต่เป็นมนุษย์ไม่สามารถเดินทางไปได้ นางนาคจึงให้พระทองจับสไบเพื่อจะสามารถตามไปยังถ้ำใต้บาดาลได้”[12]

แม้ตำนานดังกล่าวจะมีอยู่หลากหลายสำนวนด้วยกันแต่ตำนานเหล่านี้ก็มีจุดร่วมที่เหมือนกันนั่นคือ เป็นตำนานที่แสดงให้เห็นถึงการเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดียและเกิดการผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นรวมทั้งยังถือเป็นตำนานที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากสังคมระดับชุมชนไปสู่สังคมระดับรัฐในอุษาคเนย์ด้วย โดยสิ่งที่เห็นได้จากตำนานนี้ คือ ตัวละครพระทองหรือพราหมณ์เกาฑิณยะเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่มาจากภายนอกพร้อมกับศาสนาใหม่จากอินเดีย ส่วนนางนาคโสมาหรือนางหลิวเย่เป็นสัญลักษณ์ของหญิงพื้นเมืองที่เป็นหัวหน้าคนพื้นเมืองโดยคำว่า นาค(Naga) มีรากศัพท์มาจากคำว่า Nog ในภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียนแปลว่าเปลือย และเป็นรากศัพท์ของคำว่า Naked รวมถึง Snakeในภาษาอังกฤษด้วย[13]

คำว่านาคนี้เป็นคำที่ชาวอินเดียในสมัยโบราณที่เดินทางเข้ามาในอุษาคเนย์เรียกคนพื้นเมืองอย่างดูถูกว่าเป็นคนเปลือยซึ่งคำว่าเปลือยนี้อาจไม่ได้หมายถึงการเปลือยเปล่าปราศจากเสื้อผ้าเท่านั้นแต่อีกนัยหนึ่งก็คือหมายถึงอนารยชนคนที่ยังไร้อารยธรรม ในสายตาชาวอินเดียที่เข้ามาในอุษาคเนย์ในยุคนั้นยังมองว่าคนพื้นเมืองมีวัฒนธรรมที่ด้อยกว่าตน นอกจากนี้คำว่านาคยังสื่อถึงการที่คนพื้นเมืองอุษาคเนย์นับถือสัตว์ประเภทงู กบ ปลา โดยยกย่องให้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มีความเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์อีกด้วย จากตำนานดังกล่าวในบางสำนวนมีการเล่าถึงการสู้รบระหว่างพราหมณ์เกาฑิณยะและนางนาคซึ่งก็อาจสะท้อนได้ว่าในช่วงยุคแรกเริ่มของการเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดียนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นมีความขัดแย้งกันระหว่างความเชื่อของคนพื้นเมืองและความเชื่อแบบใหม่ที่เข้ามาจากภายนอกนั่นคือศาสนาจากอินเดีย แต่ในท้ายที่สุดก็เกิดการประนีประนอมกันแล้วเกิดการผสมผสานกันของความเชื่อเช่นเดียวกับการที่พราหมณ์เกาฑิณยะแต่งงานกับนางนาคหลังจากนั้นพราหมณ์เกาฑิณยะก็ขึ้นครองฟูนันก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองแบบรัฐแห่งแรกๆในอุษาคเนย์

ตัวอย่างของร่องรอยการประนีประนอมระหว่างศาสนาแบบเก่าและศาสนาแบบใหม่ คือ พิธีบวชนาค[14] ที่เป็นการประนีประนอมระหว่างศาสนาพุทธกับความเชื่อพื้นเมืองโดยการให้คนพื้นเมืองที่ต้องการบวชเป็นพระในศาสนาพุทธต้องบวชเป็นนาคก่อนแล้วจึงจะบวชพระได้ ซึ่งตามเรื่องราวในพระไตรปิฎกเดิมของอินเดียเล่าว่ามีนาคแอบมาบวชเป็นพระและถูกพระพุทธเจ้าจับได้จึงถูกจับสึกแต่การบวชนาคในอุษาคเนย์มีการเพิ่มเติมว่าด้วยความเมตตาของพระพุทธองค์จึงได้ทรงอนุญาตให้นาคบวชเป็นพระได้โดยต้องบวชนาคก่อนฉะนั้นพิธีบวชนาคจึงพบได้ในบริเวณอุษาคเนย์เท่านั้น จิตร ภูมิศักดิ์ได้อธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการบวชที่พระสงฆ์ผู้ทำการบวชให้แก่ผู้ที่กำลังจะเป็นภิกษุจะมีการถามแก่ผู้มาบวชใหม่นี้ว่า “มนุสฺโส สิ?”หมายถึง “เจ้าเป็นมนุษย์รึเปล่า?” โดยในทัศนะของจิตร ภูมิศักดิ์มองว่าในสมัยพุทธกาลยังคงมีการเหยียดหยามกลุ่มชนบางกลุ่มที่ยังล้าหลังว่าเป็นผี เป็นลิงค่างบ่างชะนี เป็นสัตว์ เป็นยักษ์ ไม่ยอมรับว่าเป็นมนุษย์[15] ดังนั้นการบวชนาคก็คือ การบวชคนพื้นเมืองที่ยังล้าหลังทางอารยธรรมให้เป็นมนุษย์และเข้าสู่ศาสนาพุทธอันเป็นศาสนาของอารยชนอย่างชาวอินเดียในยุคนั้น นอกจากนี้ในพิธีบวชนาคก็ยังมีการทำขวัญนาคซึ่งการทำขวัญเป็นพิธีกรรมดั้งเดิมในการนับถือผีของอุษาคเนย์ คำทำขวัญนาคนั้นจะพูดถึงพระคุณของแม่ซึ่งถือเป็นการให้ความสำคัญของแม่ก่อนที่นาคที่จะต้องบวชในวันรุ่งขึ้นซึ่งก็จะไปอยู่ในพื้นที่ของพ่อหรือศาสนาพุทธ[16]

รูปสลักพระภิกษุขณะกำลังบิณฑบาต อายุราวพุทธศตวรรษที่ 1000 พบที่เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี(กลาง)

ที่มา : https://www.matichon.co.th/prachachuen/prachachuen-scoop/news_597581,

การเข้ามาของศาสนาจากอินเดียนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของอุษาคเนย์ตั้งแต่การยกระดับสังคมจากระดับชุมชนก้าวไปสู่สังคมระดับรัฐที่มีความซับซ้อนมากขึ้นรวมทั้งในแง่ของความเชื่อศาสนาพราหมณ์-พุทธถูกอำนาจรัฐดึงเข้าไปใช้ในการปกครอง ดังนั้นเทพเจ้า เทวดา รวมทั้งพระพุทธเจ้าในศาสนาพราหมณ์-พุทธจึงได้รับการยกย่องบูชาขึ้นถือว่ามีอำนาจเหนือผีพื้นเมืองเดิมรวมทั้งความศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมที่อยู่ในมือของคนทรงหมอผีที่มีบทบาทสำคัญในชุมชนจึงถูกถ่ายโอนไปที่นักบวชไม่ว่าจะเป็นพราหมณ์หรือพระ ศาสนาพราหมณ์-พุทธมีลักษณะให้ความสำคัญยกย่องเพศชายตรงข้ามกับศาสนาพื้นเมืองที่ยกย่องให้คุณค่ากับเพศหญิง ดังนั้นแม้ว่าภายหลังที่อุษาคเนย์จะรับศาสนาจากอินเดียแล้วแต่ก็ยังมีการช่วงชิงพื้นที่ทางอำนาจระหว่างเพศในเรื่องพิธีกรรมความเชื่ออยู่ ผู้ชายเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อดั้งเดิมอย่างเช่น การเป็นหมอขวัญที่แต่ก่อนมีแต่ผู้หญิงรวมไปถึงการเป็นนักดนตรีในพิธีกรรม แต่สำหรับตำแหน่งร่างทรงนั้นตามความเชื่อก็ยังถือว่าในเรื่องการเข้าทรงผีพื้นเมืองร่างทรงก็ยังคงต้องเป็นเพศหญิง เนื่องจากในความเชื่อดั้งเดิมผีบรรพชนจะประทับร่างของร่างทรงเพศหญิงเท่านั้น

ประติมากรรมนูนต่ำนักดนตรีหญิง สมัยทวารวดี พบที่คูบัว จ.ราชบุรี
ที่มา : https://stringfixer.com/tr/Sbai

การสืบทอดผีสายแม่ ร่องรอยอำนาจของผู้หญิง

การเข้าทรงผีฟ้า
ที่มา :
https://www.m-culture.go.th/sisaket/ewt_news.php?nid=961&filename=index

มาถึงคำถามหลักของบทความนี้ที่ว่าทำไมร่างทรงของผีพื้นเมืองต้องสืบทอดกันทางฝ่ายหญิงเท่านั้น? มักมีคำบอกเล่าเกี่ยวกับร่างทรงไม่ว่าจะเป็นเรื่องผีหรือความเชื่อของคนในชุมชนที่ว่าการสืบทอดตำแหน่งร่างทรงจะสืบสายผ่านทางผู้หญิงเท่านั้นซึ่งนอกจากผีจะประทับร่างในร่างทรงที่เป็นผู้หญิงเท่านั้นแล้วก็ยังสืบทอดกันทางฝ่ายหญิงเท่านั้นด้วยซึ่งการสืบทอดร่างทรงกันทางฝ่ายหญิงก็ถือเป็นร่องรอยของการสืบสายตระกูลทางฝ่ายผู้หญิงหรือฝ่ายมารดา(Matrilineal)ในสังคมอุษาคเนย์ดั้งเดิมที่ตกทอดมาตั้งแต่บรรพกาล

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าสังคมในอุษาคเนย์ดั้งเดิมเป็นสังคมที่ผู้หญิงมีบทบาททั้งในแง่ของความเชื่อรวมถึงเศรษฐกิจด้วย นอกจากนี้โครงสร้างครอบครัวในสังคมอุษาคเนย์ดั้งเดิมให้ความสำคัญกับความเป็นแม่ คือแม่เป็นศูนย์กลางของเครือญาติ ลูกสาวเป็นผู้รับมรดกและสืบสายตระกูล ด้วยลักษณะโครงสร้างทางสังคมเช่นนี้ยังส่งผลให้การแต่งงานจะเป็นลักษณะที่ฝ่ายชายแต่งงานเข้าบ้านฝ่ายหญิงเพราะผู้หญิงเป็นเจ้าของที่ดินและทรัพยากรต่างๆ รวมทั้งยังเป็นผู้ที่จะสืบสายตระกูลต่อไปซึ่งนอกจากมรดก บ้าน ที่ดินที่ทำกินที่เป็นของผู้หญิงแล้วในเชิงของความเชื่อก็มีการสืบผีกันทางสายแม่ด้วยเช่นกันโดยจะสืบผีกันทางฝ่ายหญิง บ้างก็มีการสืบทอดผีเรือนโดยการรับเข้าทรง รวมถึงในครอบครัวที่เป็นร่างทรงก็จะมีการสืบทอดตำแหน่งร่างทรงผ่านทางผู้หญิงซึ่งที่ต้องสืบผ่านทางผู้หญิงเพราะการถือผีสายแม่รวมทั้งความเชื่อที่ว่าผีบรรพชนจะลงทรงในร่างทรงเพศหญิงเท่านั้น

พิธีไหว้ผีมอญ บางกระดี่ จ.ปทุมธานี
ที่มา : https://www.krungsri.com/th/ayudhyabulletin/previousepisodes/2561/november?page=2

โดยในปัจจุบันจะเห็นถึงร่องรอยของการให้ความสำคัญกับผู้หญิงตามแบบความเชื่อดั้งเดิมในสังคมอุษาคเนย์ผ่านพิธีกรรมตามแบบความเชื่อพื้นเมือง เช่น การถือผีในแถบภาคเหนือของไทยที่มักจะสืบผีกันทางสายแม่แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการใช้นามสกุลกันตามสายพ่อหรือตำแหน่งทางการเมือง เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอจะมีผู้ชายเป็นผู้รับหน้าที่เหล่านี้แต่ในแง่ของพื้นที่ทางความเชื่อแล้วคนไทยในแถบภาคเหนือยังนิยมสืบผีกันทางสายแม่อยู่[17]

การสืบทอดตำแหน่งร่างทรงผีพื้นเมือง เช่น ผีฟ้า ที่จะต้องสืบทอดผีกันทางสายผู้หญิงเท่านั้น ในชุมชนแถบภาคอีสานแม้จะมีหมอธรรมผู้ซึ่งถือเป็นเสมือนปราชญ์และเป็นบุคคลที่คนในชุมชนให้ความเคารพนับถือเพราะผ่านการบวชเรียนมาและมีวิชาอาคมมีความรู้แต่คนทรงหรือหมอขวัญที่เป็นผู้หญิงก็ยังมีบทบาทในเรื่องของความเชื่อโดยการรับเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อพื้นเมือง เช่น การลงทรงเพื่อการประกอบพิธีกรรมเพื่อรักษาโรค แก้บนหรือทำนายทายทักต่างๆ นอกจากนี้มีข้อสังเกตจากนักวิชาการที่ว่าในพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นผู้หญิงมักมีบทบาทสำคัญในการประกอบพิธีกรรมนอกจากจะเป็นร่างทรงที่เป็นผู้นำพิธีกรรมแล้วผู้หญิงยังเป็นผู้ฟ้อนรำ เป็นนักดนตรีบ้างรวมไปถึงยังเป็นผู้ทำอาหารเลี้ยงแก่ผู้มาร่วมพิธีกรรมซึ่งถือว่าบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงอย่างการทำอาหารได้รับการให้ความสำคัญในพิธีขึ้นมาในฐานะที่เป็นผู้ทำอาหารเซ่นไหว้เลี้ยงผีบรรพชนรวมทั้งคนในงาน[18] ในขณะที่ผู้ชายจะมีบทบาทอยู่รอบนอกหรือทำงานที่อาศัยแรง เช่น การประกอบปะรำพิธี การจัดสถานที่ ซึ่งปรานี วงษ์เทศอธิบายไว้ว่าจุดเด่นของบทบาทชาย-หญิงในอุษาคเนย์คือ เป็นไปในลักษณะของการแบ่งงานและหน้าที่กันทำ

ร่างทรงในปัจจุบันกับความหลากหลายบนพื้นที่ทางความเชื่อ

งานเทศกาลนวราตรี วัดแขกสีลม
ที่มา :
https://www.thairath.co.th/lifedata/woman/749491

สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลายสูง มีการหลั่งไหลเข้ามาของความเชื่อจากภายนอกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและได้มีการรับความเชื่อจากภายนอกมาผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิมจนเกิดเป็นลักษณะความเชื่อเฉพาะของตนโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เป็นรัฐสมัยใหม่ มีการหลั่งไหลเข้ามาของความเชื่อจากภายนอกมากมายไม่ใช่แค่เพียงอินเดียอีกต่อไป ร่างทรงก็เช่นเดียวกันที่ปัจจุบันก็ไม่ได้มีแต่การลงทรงผีพื้นเมืองเท่านั้นแต่มีการนำเทพเจ้าจากศาสนาฮินดูและเทพเจ้าของจีนมาเข้าทรงรวมไปถึงเทพเจ้าใหม่ๆ ที่แล้วแต่จะสรรค์สร้างกันมา ทั้งนี้ เนื่องมาจากร่างทรงในสมัยปัจจุบันไม่ใช่แค่พื้นที่ทางความเชื่ออย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งด้วย

นอกจากนี้เรื่องเพศกับคนทรงก็ไม่ได้มีแค่ผู้หญิงเท่านั้นแต่ยังมีทั้งผู้ชายรวมไปถึงคนหลากหลายทางเพศด้วยซึ่งร่างทรงนอกจากจะเป็นพื้นที่ทางความเชื่อแล้วยังถือเป็นพื้นที่ของอำนาจ เป็นเรื่องการเมืองอย่างหนึ่งและในยุคปัจจุบันร่างทรงผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ปรากฏให้เห็นอย่างดาษดื่นโดยเฉพาะร่างทรงสายเทพเจ้าในศาสนาฮินดูซึ่งมักมีผู้มีความหลากหลายทางเพศที่เข้ามาเป็นร่างทรงพระแม่อุมา เทวีแห่งพลังอำนาจบารมีและถือเป็นพระแม่แห่งจักรวาลรวมถึงพระแม่ทุรคา อีกภาคหนึ่งของพระแม่อุมาที่มีพละกำลังมาก มีความเข้มแข็งกล้าหาญมักเป็นเทพที่กลุ่มคนเหล่านี้มักประทับทรง[19]

เนื่องด้วยเทวีเหล่านี้เป็นเทวีที่แสดงภาพของความอ่อนโยนและความแข็งแกร่งในเวลาเดียวกันซึ่งก็ตรงกับอัตลักษณ์ของร่างทรงผู้มีความหลากหลายทางเพศที่สามารถแสดงออกทั้งในทางอ่อนโยนและเข้มแข็งได้ในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ว่าเทวีเหล่านี้หากบูชาอย่างสม่ำเสมอพระองค์จะประทานพรในเรื่องของความเป็นใหญ่ ความแข็งแกร่ง การชนะซึ่งศัตรูรวมถึงยศถาบรรดาศักดิ์กลุ่มคนหลากหลายทางเพศเป็นกลุ่มคนที่เผชิญกับการเลือกปฏิบัติและพบเจอกับความเหลื่อมล้ำด้วยเหตุแห่งเพศสภาพของคนกลุ่มนี้เองดังนั้นการเป็นร่างทรงจึงถือเป็นพื้นที่หนึ่งที่กลุ่มคนเหล่านี้จะสามารถใช้เป็นพื้นที่ที่สามารถแสดงอัตลักษณ์ของตนรวมทั้งยังใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นอำนาจต่อรองต่อสังคมที่ยังมีอคติทางเพศกับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ[20]

ปรากฏการณ์ที่แสดงถึงความเชื่อความศรัทธาต่อพระแม่อุมารวมถึงปางต่างๆของท่านก็มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างเช่น เทศกาลนวราตรีของวัดพระศรีมหาอุมาเทวีหรือที่รู้จักกันว่า”วัดแขกสีลม”ซึ่งในเทศกาลดังกล่าวจะมีการรวมตัวกันของร่างทรงพระแม่อุมา พระแม่ทุรคาที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศอยู่ในงานดังกล่าวรวมถึงยังมีผู้ศรัทธาที่เป็นกลุ่มคนหลากหลายทางเพศที่มาร่วมงานนี้ด้วย นอกจากแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเทศกาลนี้แล้วก็ยังมีการไปขอพรกับร่างทรงเหล่านี้ด้วยซึ่งก็ทำให้ตัวของร่างทรงเองก็ถือว่ามีความสำคัญได้รับการเคารพจากผู้มีจิตศรัทธาและในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่กลุ่มคนหลากหลายทางเพศสามารถมีอำนาจหรือแสดงอัตลักษณ์ของตนออกมาไม่ต่างกับงาน Pride ในต่างประเทศ

ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง
ที่มา : https://www.bbc.com/thai/58890982

ปรากฏการณ์ร่างทรงผู้มีความหลากหลายทางเพศยังมีให้เห็นในพื้นที่ของศาลเจ้าจีนซึ่งก็จะมีร่างทรงเทพเจ้าจีนหรือ”ม้าทรง”ที่ปัจจุบันก็มีคนหลากหลายทางเพศเข้ามามีบทบาทไม่ต่างกับร่างทรงเพศชายและหญิงอย่างศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง ศาลเจ้าหลักแห่งหนึ่งในภูเก็ตที่มีม้าทรงผู้มีความหลากหลายทางเพศเข้ามามีส่วนร่วมในศาลเจ้า ซึ่ง สิชารัช เขียนวาด หรือ ลูกปลา หญิงข้ามเพศวัย 47 ปี ทำหน้าที่ร่างทรงของศาลเจ้าแห่งนี้มากว่า 20 ปีแล้วได้ออกมาเปิดเผยว่าในพื้นที่ของการเป็นม้าทรงในศาลเจ้าแห่งนี้ไม่มีการเลือกปฏิบัติทางเพศไม่ว่าจะเป็นเพศไหนและการมาประทับร่างขององค์เทพท่านก็ไม่ได้เลือกว่าเพศของร่างทรงต้องตรงกับเพศขององค์เทพอย่างลูกปลาเองก็เป็นม้าทรงของอาม่าเหล็งลู้เหนียว ลูกศิษย์ของพระโพธิสัตว์กวนอิมซึ่งก็ถือเป็นองค์เทพเพศหญิง นอกจากนี้นาย กิตติวงค์ จันทร์สัทธรรม หรือ "ฮกสิ่ว" ประธานศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้งยังเล่าว่า เท่าที่เขาทราบม้าทรงคนแรกที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศในภูเก็ตมีมานานกว่า 50-60 ปีมาแล้วดังนั้นการที่ในภูเก็ตมีม้าทรงที่เป็นคนหลากหลายทางเพศไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด[21] 

นอกจากกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศจะเข้าไปมีบทบาทในการเป็นร่างทรงในสายเทพเจ้าฮินดูและเทพเจ้าจีนแล้วในความเชื่อการถือผีพื้นเมืองเดิมก็มีผู้มีความหลากหลายทางเพศเข้ามามีบทบาทในการเป็นร่างทรงเช่นกันอย่างกรณีงานวิจัยเรื่อง ร่างทรงและพื้นที่ทางสังคมของคนข้ามเพศของกิ่งแก้ว ทิศตึง(2559) ที่ได้ลงไปศึกษาถึงคนทรงที่เป็นกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในแถบภาคเหนือและพบว่าร่างทรงถือเป็นพื้นที่หนึ่งที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศเลือกใช้ในการต่อรองทางอำนาจกับสังคมซึ่งยังมีอคติต่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศอยู่ซึ่งคนกลุ่มนี้มักมีภูมิหลังที่เปราะบางและมีประสบการณ์ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ โดยในกรณีศึกษาในงานนี้ร่างทรงใช้ความเชื่อเกี่ยวกับผีพื้นเมืองอย่างเช่นผีปู่ย่า ผีเจ้านายซึ่งเป็นผู้ปกปักษ์รักษาชุมชนมาใช้ในการสร้างการยอมรับในตัวตนของพวกเขาเองรวมทั้งในการเป็นร่างทรงนี้คนในชุมชนที่มีความเชื่อเกี่ยวกับผีพื้นเมืองก็ให้การเคารพต่อตัวร่างทรงในฐานะที่เป็นผู้สื่อสารระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมนุษย์ทำให้ร่างทรงผู้มีความหลากหลายทางเพศนี้ได้มีตัวตนขึ้นมาภายใต้ปริมณฑลของความเชื่อ

พิธีฟ้อนผีมด จังหวัดเชียงใหม่
https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/1033175/

ที่กล่าวมาทั้งหมดก็มีสิ่งหนึ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ ทำไมความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างการนับถือผี ยังคงส่งอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน? โดยเฉพาะในสังคมไทยที่เป็นสังคมที่เรื่องของความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติยังปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจน

ว่ากันตามตรงความเชื่อเรื่องการนับถือผี อำนาจเหนือธรรมชาตินี้มีอำนาจกับจิตใจของคนอย่างมาก คาร์ล ยุง(Carl Gustav Jung) นักจิตวิเคราะห์ชาวสวิสอธิบายว่ามนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะเข้าหาศาสนาโดยธรรมชาติ และในขณะเดียวกันมนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า “จิตไร้สำนึกร่วม” (collective unconscious) คือ สิ่งที่เราซ่อนเร้นไว้ในจิตใจเรา ซึ่งสั่งสมมาตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ[22] ซึ่งที่อดีตที่ผ่านมาของมนุษย์ก็จะเห็นว่าความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาตลอดตั้งแต่ความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจรวมถึงความไม่รู้ไม่เข้าใจในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของมนุษย์ดึกดำบรรพ์นำมาสู่การบูชาอำนาจลี้ลับจนต่อมาก็เป็นศาสนาผีและในยุคต่อมาที่สังคมเกิดความซับซ้อนขึ้น เกิดสังคมรัฐ เกิดระบบกษัตริย์ เกิดชนชั้นที่จำต้องผูกขาดอำนาจศักดิ์สิทธิ์ไว้ที่ตัวเองเพื่อปกครองคนและมาในปัจจุบันที่แม้องค์ความรู้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกลแต่ความเชื่อในเรื่องสิ่งที่มองไม่เห็นก็ยังคงมีอำนาจและบางครั้งมันก็แสดงออกมาในสถานการณ์ที่เราไม่สามารถหาคำตอบได้คนเราจึงเลือกไปเชื่อในทางสิ่งลี้ลับรวมทั้งลึกๆมนุษย์เราก็ยังคงไขว่คว้าหาความมั่นคงทางจิตใจซึ่งความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติก็ยังคงเป็นตัวเลือกหนึ่งอยู่ดี

แน่นอนว่าในสังคมไทยที่ความเชื่อเรื่องการนับถือผี นับถืออำนาจเหนือธรรมชาตินี้อยู่ด้วยกันมาตลอดก็เป็นสิ่งที่ฝังรากลึก นิธิ เอียวศรีวงศ์เคยกล่าวว่าคนไทยนับถือศาสนาไทยกล่าวคือ เป็นศาสนาผสมระหว่างผี-พราหมณ์-พุทธ โดยแก่นของความเชื่ออยู่ที่ผีแต่นำระบบระเบียบพิธีกรรมหรือเทพเจ้าเทวดาในศาสนาพราหมณ์-พุทธมาครอบผีไว้โดยที่ระบบระเบียบที่รับมานั้นต้องไม่ขัดกับหลักผี[23] ซึ่งในปัจจุบันเราก็จะเห็นได้จากรอบตัวว่าสังคมไทยที่คนไทยมักจะปวารณาตนว่าเป็นพุทธแท้แต่ในวัดพุทธของไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย เช่น ศาลตายาย ผ้าสามสีผูกต้นไม้ ไม้ตะเคียนบางวัดก็มีพญานาค เป็นต้น ล่าสุดคือไอ้ไข่ หรือการไปไหว้พระของคนไทยเราจะเห็นได้ว่าคนไทยมักไปขอพรหรือแม้กระทั่งบนบานศาลกล่าวแก่พระพุทธรูปแล้วนำอาหารไปแก้บนกับพระพุทธรูปซึ่งการกระทำนี้ไม่ได้มีการบัญญัติอยู่ในคำสอนของศาสนาพุทธแต่เป็นความเชื่อพื้นเมืองที่ศาสนาผีเคยมอบให้แก่มนุษย์ การนับถือผีมีลักษณะที่ตอบสนองกับความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เป็นศาสนาทางโลกในขณะที่ศาสนาพราหมณ์-พุทธเป็นศาสนาที่เน้นในเรื่องของการบำเพ็ญเพียร การหลุดพ้น

ความเชื่อเกี่ยวกับร่างทรงแม้จะดูเป็นความเชื่อเฉพาะกลุ่มและบ้างก็ถูกหาว่างมงายแต่ในความเป็นจริงแล้วร่างทรงไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเชื่อในเรื่องการทรงเจ้าเข้าผีเท่านั้น แต่ร่างทรงยังถือเป็นพื้นที่ทางความเชื่อที่คอยบำบัดทุกข์บำรุงสุข เป็นที่พึ่งพาให้แก่ชุมชนมาช้านานและไม่ได้ยึดโยงกับองค์กรทางศาสนาใดๆ แต่ก็ได้รับความเคารพ ความศรัทธาจากผู้ที่เชื่อถือตลอดมา ฉะนั้นร่างทรงจึงเป็นทางเลือกหนึ่งของความเชื่อและร่างทรงยังถือเป็นเสมือน”พื้นที่ปลอดภัย”ของกลุ่มคนที่ยังต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรมในสังคม เป็นพื้นที่ที่ให้คนเหล่านี้สามารถมีปากมีเสียงและมีตัวตนขึ้นมาได้บ้างท่ามกลางสังคมที่ยังมีความเหลื่อมล้ำสูงอย่างเช่นในสังคมไทย

 


[1] สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2562). ขวัญเอ๋ยขวัญมาจากไหน? (ออนไลน์)

[2] ปรานี วงษ์เทศ. (2549). เพศภาวะในสุวรรณภูมิ(อุษาคเนย์). หน้า 128.

[3] วดีพร จิตต์สถาพร. (2549). การศึกษาการรำผีมอญของชาวไทยรามัญ ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี. หน้า 26-29.

[4] สิริพร สมบูรณ์บูรณะ. (2556). มองเพื่อนบ้านผ่าน“นัตกะด่อ” ในพิธีกรรมบูชา“นัต”. (ออนไลน์)

[5] เบญจภัคค์ เจริญมหาวิทย์. (2563, กรกฎาคม-ธันวาคม). “ลำผีฟ้า” โลกทัศน์ความเชื่อด้านการรักษาสุขภาพของชาวอีสาน. วิชาการ. 7(2): 78.

[6] สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2559). นางนาค. ใน พลังผู้หญิง แม่ เมีย และเทพสตรี: ความจริงและภาพแทน. หน้า 25.

[7] ปรานี วงษ์เทศ. (2549). ความเป็นแม่ คือองค์ความรู้ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมากต่อการสร้างมนุษยชาติ. (ออนไลน์)

[8] สุนทร คำยอด. (2556). อำนาจในพิธีกรรมของผู้หญิง กรณีศึกษาพิธีฟ้อนผีแบบเชียงใหม่. ใน รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการพะเยาวิจัย 2556. หน้า 619.

[9] ชาร์ล ไฮแอม และ รัชนี ทศรัตน์. (2542). สยามดึกดำบรรพ์: ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยสุโขทัย. หน้า 45-46.

[10] รัชดา ธราภาค. (2555). กัมพูชา = Cambodia. หน้า 13

[11] ศานติ ภักดีคำ. (2559). “เที่ยวปราสาทเมืองเก่าเล่าเรื่องนาคี” ฟังเรื่องนาค…กับตำนานการเกิดรัฐในอุษาคเนย์. (ออนไลน์)

[12] ศิลปวัฒนธรรม. (2564). พิธีแต่งงานชาวกัมพูชา ความสัมพันธ์กับตำนานเขมรโบราณ “พระทอง-นางนาค” (ออนไลน์)

[13] สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2559). นางนาค ใน พลังผู้หญิง แม่เมีย และเทพสตรี: ความจริงและภาพแทน. หน้า 35.

[14] ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. (2559). ผีผู้หญิง: รัฐกับการจัดการความเชื่อ ร่องรอยของศาสนาผี ร่องรอยอำนาจของผู้หญิง ใน พลังผู้หญิง แม่เมีย และเทพสตรี: ความจริงและภาพแทน. หน้า 49.

[15] จิตร ภูมิศักดิ์. (2524). ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย, ลาวและขอม. หน้า 398-401.

[16] ปรานี วงษ์เทศ. (2549). เพศภาวะในสุวรรณภูมิ(อุษาคเนย์). หน้า 128.

[17] ชัยพงษ์ สำเนียง. (2559). ผีปู่ย่า: ที่ทางความสัมพันธ์ในระบบมาตาลัย. (ออนไลน์)

[18] สุนทร คำยอด. (2556). อำนาจในพิธีกรรมของผู้หญิง กรณีศึกษาพิธีฟ้อนผีแบบเชียงใหม่. ใน รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการพะเยาวิจัย 2556. หน้า 618.

[19] จารุวรรณ ขำเพชร. (2560, มกราคม-มิถุนายน). พื้นที่เมืองกับการดำรงอยู่ของร่างทรงเพศที่สามในสังคมไทย. Southeast Bangkok. 3(1): 55.

[20] กิ่งแก้ว ทิศตึง. (2559,มกราคม-มิถุนายน). ร่างทรงและพื้นที่ทางสังคมของคนข้ามเพศ. สังคมศาสตร์. 28(1): 102.

[21] ณัฏฐา เทพบำรุง. (2564). LGBTQ+ ในฐานะ "ม้าทรง" ในเทศกาลกินเจที่ภูเก็ต. (ออนไลน์)

[22] คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง. (2564). ผี พราหมณ์ พุทธ : ‘ศาสนาไทย’ ในศาสนา ‘ผี-พราหมณ์-พุทธ’ / คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง. (ออนไลน์)

[23] นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2562). พุทธ-พราหมณ์-ผี หรือ ผี-พราหมณ์-พุทธ (1). (ออนไลน์)

 

บรรณานุกรม

หนังสือ

จิตร ภูมิศักดิ์. (2524). ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. กรุงเทพฯ: ดวงกมล.

ฉลาดชาย รมิตานนท์. (2555). เล่าเรื่องเบื้องต้น สตรีศึกษา สตรีนิยม. กรุงเทพฯ: วนิดาการพิมพ์.

ชาร์ล ไฮแอม และ รัชนี ทศรัตน์. (2542). สยามดึกดำบรรพ์: ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยสุโขทัย. กรุงเทพฯ : ริเวอร์ บุ๊คส์.

ปรานี วงษ์เทศ. (2549). เพศภาวะในสุวรรณภูมิ(อุษาคเนย์). กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม.

มาลี พฤกษ์พงศาวลี. (2551). ย้อนรอยสิทธิความเป็นคนของผู้หญิง. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ.

ไมเคิล ไรท์. (2550). ฝรั่งคลั่งผี. นนทบุรี: มติชน.

รัชดา ธราภาค. (2555). กัมพูชา = Cambodia. กรุงเทพฯ : สถาพรบุ๊คส์

สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2559). วัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์. กรุงเทพฯ: นาตาแฮก.

สุจิตต์ วงษ์เทศ; และคนอื่นๆ. (2559). พลังผู้หญิง แม่เมีย และเทพสตรี: ความจริง และภาพแทน. กรุงเทพฯ: สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.

หนังสือรวมบทความ

สุนทร คำยอด. (2556). อำนาจในพิธีกรรมของผู้หญิง กรณีศึกษาพิธีฟ้อนผีแบบเชียงใหม่. ใน รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการพะเยาวิจัย 2556. หน้า 613-620. พะเยา: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยพะเยา.

สารนิพนธ์

วดีพร จิตต์สถาพร. (2549). การศึกษาการรำผีมอญของชาวไทยรามัญ ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี. สารนิพนธ์ กศ.ม.(ภาษาไทย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ออนไลน์

วารสารภาษาไทย

กิ่งแก้ว ทิศตึง. (2559, มกราคม-มิถุนายน). ร่างทรงและพื้นที่ทางสังคมของคนข้ามเพศ. สังคมศาสตร์. 28(1): 87-108

ตุลาภรณ์ แสนปรน และ ปฐม หงษ์สุวรรณ. (2562, กรกฎาคม-ธันวาคม). พินิจตำนานลำปาง: กระบวนทัศน์และการปฏิสัมพันธ์ในวรรณกรรมพุทธทำนาย. มนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์. 8(2): 45-60.

เบญจภัคค์ เจริญมหาวิทย์. (2563, กรกฎาคม-ธันวาคม). “ลำผีฟ้า” โลกทัศน์ความเชื่อด้านการรักษาสุขภาพของชาวอีสาน. วิชาการ. 7(2): 77-87.

ออนไลน์

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง. (2564). ผี พราหมณ์ พุทธ : ‘ศาสนาไทย’ ในศาสนา ‘ผี-พราหมณ์-พุทธ’ / คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2564, จาก https://www.matichonweekly.com/religion/article_447614

ชัยพงษ์ สำเนียง. (2559). ผีปู่ย่า: ที่ทางความสัมพันธ์ในระบบมาตาลัย. สืบค้นเมื่อ 9 กันยายน 2564, จาก https://prachatai.com/journal/2016/04/65305

ชานันท์ ยอดหงษ์. (2561). ทฤษฎีสตรีนิยมและเพศสภาพ ใน ‘แม่นาคพระโขนง’. สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2564, จาก https://thematter.co/thinkers/feminist-theory-gender-and-mae-nak/52756

______ (2561). เควียร์ไทยแห่พระแม่อุมา เควียร์อินเดียเดินพาเหรดเกย์ไพรด์ : การเคลื่อนไหวทางสังคมของ LGBT. สืบค้นเมื่อ 30 สิงหาคม 2564, จาก https://thematter.co/thinkers/lgbt-movements-in-thailand-and-india/62482

ณัฏฐา เทพบำรุง. (2564). LGBTQ+ ในฐานะ "ม้าทรง" ในเทศกาลกินเจที่ภูเก็ต. สืบค้นเมื่อ 31 ตุลาคม 2564, จาก https://www.bbc.com/thai/58890982

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2562). พุทธ-พราหมณ์-ผี หรือ ผี-พราหมณ์-พุทธ (1). สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2564, จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_248471

______. พุทธ-พราหมณ์-ผี หรือ ผี-พราหมณ์-พุทธ (2). สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2564, จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_250598

ประชาไท. (2561). สัมภาษณ์ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง: ฮินดู...อีกมุมที่คนไทยไม่รู้จัก. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2564, จาก https://prachatai.com/journal/2018/11/79451

ปรานี วงษ์เทศ. (2549). ความเป็นแม่คือองค์ความรู้ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมากต่อการสร้างมนุษยชาติ. สืบค้นเมื่อ 9 กันยายน 2564, จาก https://prachatai.com/journal/2006/08/9320

ศิลปวัฒนธรรม. (2564). พิธีแต่งงานชาวกัมพูชา ความสัมพันธ์กับตำนานเขมรโบราณ “พระทอง-นางนาคสืบค้นเมื่อ 27 ธันวาคม 2564, จาก  https://www.silpa-mag.com/culture/article_4911

ศานติ ภักดีคำ. (2559). “เที่ยวปราสาทเมืองเก่าเล่าเรื่องนาคี ฟังเรื่องนาคกับตำนานการเกิดรัฐในอุษาคเนย์. สืบค้นเมื่อ 27 ธันวาคม 2564, จาก https://www.matichon.co.th/entertainment/arts-culture/news_407187

สิริพร สมบูรณ์บูรณะ. (2556). มองเพื่อนบ้านผ่าน“นัตกะด่อ” ในพิธีกรรมบูชา“นัต”. สืบค้นเมื่อ 9 กันยายน 2564, จาก https://www.researchgate.net/publication/326543000_mxngpheuxnbanphannatkadx_niphithikrrmbuchanat

สุจิตต์ วงษ์เทศ.(2564) ขวัญเอ๋ยขวัญมาจากไหน? สืบค้นเมื่อ 18 สิงหาคม 2564, จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_244678

______. (2559). “นาค” คือ คนพื้นเมือง. สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม 2564, จาก https://www.matichonweekly.com/culture/article_12532

______. (2564) นาคไม่ใช่คน พุทธปะทะผี แล้วต่อรอง ในพิธีบวชนาค. สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม 2564, จาก https://www.matichon.co.th/columnists/news_216181

______.(2564) ผู้หญิงและขวัญ ถูกการศึกษาไทยตัดทิ้งจากประวัติศาสตร์. สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2564, จาก https://www.matichon.co.th/columnists/news_405705.

______. (2564). สุวรรณภูมิ แผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์ ชุมทางการค้า ไม่อาณาจักร. สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564, จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_73265

meijiww. (2564). รีวิวร่างทรง แบบติ่งนาฮงจิน และติ่ง The Wailing. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2564,จาก https://minimore.com/b/MyyMP/1

Online

JEAN NOH. (2020). 'The Wailing' director Na Hong-jin to produce Thau film from 'Pee Mak' director. Retrieved August 2, 2021,from https://www.screendaily.com/news/the-wailing-director-na-hong-jin-to-produce-thai-film-from-pee-mak-director/5153412.article

JoongAng Daily. (2019). Director Na Hong-jin teaming up with Thai filmmaker Banjong Pisanthanakun. RetrievedAugust 2, 2021 ,from https://koreajoongangdaily.joins.com/2020/09/23/entertainment/movies/rangjong-thailand-nahongjin/20200923163400505.html

ข่าวศิลปวัฒนธรรมล่าสุด


นิทรรศการออนไลน์ 3D ชุดจิ...

20 มิ.ย. 2565
มาเสพงานศิลป์ในนิทรรศการออนไลน์ครั้งใหม่ภายใต้ชื่อ 

นิทรรศการออนไลน์ โครงการแ...

18 ส.ค. 2564
โครงการแต่งกายผ้าไทยอย่างไรให้ทันสมัย      

นิทรรศการออนไลน์ โครงการม...

15 ส.ค. 2564
โครงการมหกรรมวัฒนธรรมและศิลปะนานาชาติ : Galleries Night 2021 FEEL TH