ข่าว หน้าแรก เกี่ยวกับเรา อาคารสถานที่ การประกันคุณภาพ วิชาการและวิจัย ติดต่อเรา

ฟ้อนสาวไหม : วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของพื้นเมืองเหนือ

28 ธ.ค. 2564





การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ เป็นศิลปะการรำ และการละเล่น หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า “ฟ้อน” การฟ้อนจัดเป็นวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงพฤติกรรม การกระทำที่เกิดจากความคิด ความเชื่อ ซึ่งการฟ้อนรำจะเป็นการแสดงออกด้วยท่าทางต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือได้รับการปรุงแต่ง สำหรับศิลปะการฟ้อนรำของล้านนาเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีมาแต่ในอดีต โดยสืบทอดมาจากบรรพบุรุษในยุคต้นๆ และลักษณะท่าทางที่ฟ้อนออกมาจะแตกต่างกันออกไปตามเผ่าพันธุ์และความเชื่อในกลุ่มชนต่างๆ

ฟ้อนสาวไหม เป็นศิลปะการฟ้อนรำประเภทหนึ่งของชาวล้านนา จัดเป็นหนึ่งในห้าภูมิปัญญาที่สำคัญในด้านศิลปะการแสดงของจังหวัดเชียงราย เป็นการแสดงพื้นเมืองที่มีความงดงาม อ่อนช้อย โดยมีลักษณะที่แตกต่างจากการฟ้อนประเภทอื่นๆ และมีพัฒนาการทาง รูปแบบมาจากการมาจากฟ้อนเจิง โดยพ่อครูกุย สุภาวสิทธิ์ และแม่ครูบัวเรียว ได้ฝึกและพัฒนาการฟ้อนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งลักษณะเด่นที่แตกต่างจากการฟ้อนรูปแบบอื่นๆ คือ  เป็นการฟ้อนที่เลียนแบบจากการทำงานในชีวิตประจำวันของคนพื้นเมืองในการปลูกฝ้าย   ทอผ้า ท่าฟ้อนสาวไหม แสดงถึงความอ่อนช้อย สวยงาม ละเมียดละไม จนสามารถจิตนาการเห็นเครื่องปั่นฝ้าย การดึงฝ้ายแต่ละเส้นๆ เห็นเป็นขั้นตอนตั้งแต่การเก็บฝ้าย ปั่นฝ้าย จนกระทั่งถักทอฝ้ายเป็นผืน

ฟ้อนสาวไหม
ที่มา : https://guru.sanook.com/7528/

ความเป็นมาของการฟ้อนสาวไหม

การฟ้อนสาวไหมเป็นการฟ้อนที่มีมานาน และเป็นลักษณะของการฟ้อนของพื้นเมืองเหนืออย่างแท้จริง แต่เดิมการฟ้อนสาวไหมเป็นท่าการฟ้อนที่รวมอยู่กับการฟ้อนเจิง  ซึ่งอยู่ในชุดเดียวกับการฟ้อนดาบ ต่อมาจึงได้แยกการฟ้อนสาวไหมออกมาเป็นท่าการฟ้อนเฉพาะเรียกว่า ฟ้อนสาวไหม และแต่เดิมนั้นใช้ผู้ชายเป็นผู้ฟ้อน ภายหลังจึงมีผู้หญิงเป็นผู้ฟ้อน โดยลักษณะการฟ้อนสาวไหม ปรากฏอยู่สองแบบ คือ ฟ้อนสาวไหมในการฟ้อนเชิงหรือร่ายรำ ท่าต่อสู้ด้วยมือเปล่า ซึ่งมีลีลากระบวนท่าที่แน่นอน และการฟ้อนสาวไหม ที่เป็นการฟ้อน           ของหญิงที่แสดงความเคลื่อนไหวในลีลาร่ายรำที่นุ่มนวล และการฟ้อนสาวไหมที่นิยมกันทุกวันนี้ ได้ต้นแบบมาจากนางบัวเรียว รัตนมณีกรณ์ (สุภาวสิทธิ์) ที่ได้รับการถ่ายทอดการฟ้อนสาวไหมมาจากนายกุย สุภาวสิทธิ์ ผู้เป็นบิดา โดยที่เรียกฟ้อนเชิงว่าฟ้อนสาวไหม ประกอบด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังนี้           

ประการที่ 1 คนเมือง หรือคนภาคเหนือ เรียกด้ายเย็บผ้าว่า “ไหมเย็บผ้า”
ประการที่ 2 คำว่า “สาวไหม” เป็นกระบวนท่าหนึ่งในการฟ้อนเชิงของ
ชาวล้านนา
ประการที่ 3 เพื่อความสวยงามตามรูปภาษา โดยคำว่าฟ้อนสาวไหม มีความสวยงามมากกว่าคำว่าฟ้อนสาวฝ้าย หรือฟ้อนปั่นฝ้าย    

การฟ้อนสาวไหมเป็นศิลปะการแสดงที่มีลีลางดงาม จึงมีผู้ที่เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น  โดยนางพลอยศรี สรรพศรี ครูฝ่ายนาฏศิลป์ โรงเรียนเชียงรายวิทยาคมได้ขอศึกษา การฟ้อนสาวไหมจากแม่ครูบัวเรียว และได้นำมาดัดแปลง โดยใช้ท่ารำแม่บทนาฏศิลป์ของ ภาคกลางเข้าไปประกอบ รวมถึงนำไปสอนศิษย์ และจัดแสดงการฟ้อนสาวไหมในโอกาสสำคัญต่างๆ จึงทำให้การฟ้อนสาวไหมเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และเมื่อมีการจัดตั้งวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ขึ้น จึงได้มีการบรรจุวิชาฟ้อนสาวไหมไว้ในหลักสูตร  รวมถึงมีปรับปรุงท่าฟ้อนสาวไหมให้เป็นลักษณะที่สมบูรณ์แบบ ได้ท่าฟ้อนที่อ่อนช้อยงดงามมากขึ้น นอกจากนี้มีการฟื้นฟูและประดิษฐ์ท่าการฟ้อนสาวไหมของฝ่ายชายที่มีมาแต่เดิม และปรับปรุงใหม่ เพื่อใช้ฟ้อนร่วมกับฟ้อนสาวไหมของฝ่ายหญิง ด้วยเหตุนี้จึงได้มีท่าการฟ้อนสาวไหมที่แตกต่างกันหลายรูปแบบ

นางบัวเรียว รัตนมณีกรณ์ (สุภาวสิทธิ์)
ที่มา : https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=abird...

ศิลปะการแสดงฟ้อนสาวไหมที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวพื้นเมืองเหนือ

การฟ้อนสาวไหมเป็นหนึ่งในการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านที่ถูกปรับปรุงกระบวนท่ามาตลอด โดยให้มีลีลาอ่อนช้อยงดงามเพื่อให้เหมาะกับสรีระของสตรี แสดงออกถึงวัฒนธรรม  ทางภูมิปัญญาการทอผ้าไหมหยิบของชาวล้านนา การฟ้อนสาวไหม ได้ออกแสดงในงานต่างๆ ตามประเพณีท้องถิ่นของจังหวัดเชียงราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น  การสรงน้ำพระธาตุ งานปอยหลวงวัด เป็นต้น โดยท่ารำ เริ่มจากการนำท่าฟ้อนเชิงมาดัดแปลงผสมผสานให้เข้ากับอากัปกริยาของ  การปลูกฝ้าย สาวไหม ทอผ้าจนเกิดเป็นท่าฟ้อนสาวไหม โดยเริ่มจากการแสดงท่าหักร้างถางพง เพาะปลูกฝ้ายและหม่อน ซึ่งเป็นการแสดงของช่างฟ้อนชาย เพิ่งเพิ่มเข้ามาภายหลัง ต่อจากนั้น ก็เป็นท่วงท่าในการฟ้อนสาวไหมเริ่มจากท่าเลือกไหม ดึงไหมออกจากรัง ม้วนไหม สาวไหมออกจากตัว ไหล่ ศีรษะ เท้า ม้วนไหมใต้ศอก พุ่งกระสวย กรอไหม พาดไหม ป๊อกไหม จนกระทั่งชื่นชมกับผ้าที่ทอสำเร็จแล้ว

ส่วนดนตรีประกอบการฟ้อนสาวไหม แต่เดิมเป็นเพลงพื้นเมือง เช่น ปราสาทไหว     ฤาษีหลงถ้ำ  ภายหลังเปลี่ยนมาใช้เพลงลาวสมเด็จแทน และได้ดัดแปลงจากเพลงลาวสมเด็จ เป็นเพลงสาวไหม โดยนายโม ใจสม เพื่อประกอบการฟ้อนสาวไหม และกลายเป็นที่นิยม ทั้งจังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันเพลงที่ใช้ประกอบการฟ้อนสาวไหม คือ   เพลงสาวไหมเชียงรายที่ใช้วงปี่พาทย์พื้นเมือง (สะล้อ ซอ ซึง) ในการบรรเลง

การฟ้อนสาวไหม เป็นการฟ้อนที่ประดิษฐ์คิดขึ้นมาใหม่ และมีการปรับปรุงกระบวน  ท่าฟ้อนสาวไหมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสืบทอดองค์ความรู้ให้เหมาะสมและสอดคล้องต่อสภาพการณ์การดำรงชีวิตของฟ้อนสาวไหมในแต่ละบริบท ณ ช่วงเวลานั้นๆ ทำให้การแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านชุดนี้สามารถยืนหยัดผ่านยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงมาได้ และถือว่าเป็นลักษณะการฟ้อนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะชุดหนึ่งที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้คงอยู่ต่อไป    

                                            

เรื่อง : ภาวรินทร์ มีชาลี

พิสูจน์อักษร : ปยุต ถิระสาโรช

 


            

ข่าวศิลปวัฒนธรรมล่าสุด


นิทรรศการออนไลน์ 3D ชุดจิ...

20 มิ.ย. 2565
มาเสพงานศิลป์ในนิทรรศการออนไลน์ครั้งใหม่ภายใต้ชื่อ 

นิทรรศการออนไลน์ โครงการแ...

18 ส.ค. 2564
โครงการแต่งกายผ้าไทยอย่างไรให้ทันสมัย      

นิทรรศการออนไลน์ โครงการม...

15 ส.ค. 2564
โครงการมหกรรมวัฒนธรรมและศิลปะนานาชาติ : Galleries Night 2021 FEEL TH