ข่าว หน้าแรก เกี่ยวกับเรา อาคารสถานที่ การประกันคุณภาพ วิชาการและวิจัย ติดต่อเรา

เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและสังคมรัสเซียผ่านมุมมองภาพยนตร์ เรื่อง Anna Karenina รักร้อนซ่อนชู้

11 ส.ค. 2563





“อันนา คาเรนินา” ภาพยนตร์ที่พาเราท่องไปท่ามกลางภาพสะท้อนสังคมจักรวรรดิรัสเซีย ที่สร้างและดัดแปลงมาจากหนังสือชื่อเรื่องเดียวกัน ประพันธ์โดย เคานต์ เลียฟ นิโคลาเยวิช ตอลสตอย หรือ เลโอ ตอลสตอย อันมีกลวิธีการนำเสนอประเด็นความหลากหลายทั้งทางสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คน อีกทั้งภาพยนตร์ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ศาสนา สังคม การเมือง และความเป็นอยู่จริง เป็นการสะท้อนภาพของสังคมที่ตีแผ่ในทุกแง่มุมและผูกเรื่องราวต่างๆ ผ่านเรื่องราวความรักที่ผิดจริยธรรมของหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งถูกจำกัดอยู่ในพันธนาการของกฎระเบียบทางสังคมในช่วงศตวรรษที่ 19 ได้อย่างน่าประหลาดใจ

Anna Karenina หรือ รักร้อนซ่อนชู้ ภาพยนตร์ที่ออกฉายปี 2012 แนวโศกนาฏกรรมความรัก ว่าด้วยเรื่องราวของ “อันนา คาเรนินา” หญิงสาวที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาด สามีที่มีหน้ามีตาในสังคม และครอบครัวที่มีฐานะสูงส่ง ชีวิตของเธอเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ ในทางตรงกันข้ามสิ่งเหล่านี้กลับทำให้เธอรู้สึกว่า “ชีวิตช่างว่างเปล่า” แต่แล้ว ชีวิตของเธอกลับมีสีสันมากขึ้น เมื่อได้พบกับนายทหารจากครอบครัวชนชั้นสูงนามว่า วรอนสกี้ ที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ต้องห้ามหรือ “การคบชู้” ทั้งคู่ต่างถูกตรีตราจากสังคมว่าเป็น “ความเลวร้าย” ถ้วยถ้อยคำติฉินนินทา แต่ความเดียดฉันท์จากสังคมเหล่านี้กลับตกไปสู่ฝ่ายหญิงมากกว่าฝ่ายชาย ในที่สุดโศกนาฏกรรมรักครั้งนี้นำไปสู่การตัดสินใจปลิดชีวิตแสนเศร้าของอันนาลง

ก่อนที่จะได้รับชมภาพยนตร์นั้น ข้าพเจ้าในฐานะผู้ชมคนหนึ่งก็มิได้ประเมินความสนุกของเรื่องนี้ไว้สูงนัก แต่เมื่อได้รับชมภาพยนตร์จากบทประพันธ์อันยอดเยี่ยมของเลโอ ตอลสตอย ก็รับรู้ได้เลยว่านี่มิใช่บทประพันธ์ธรรมดาทั่วไป นับว่าเนื้อหาของภาพยนตร์มีจุดเด่นในทุกองค์ประกอบ โดยเฉพาะ “เครื่องแต่งกาย” ที่สามารถทำให้ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จ จนคว้ารางวัลออสการ์ (Oscar) สาขาเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมประจำปี 2012 อีกทั้งการสร้างฉากสุดวิจิตรอลังการณ์ผสมเข้ากับฝีมือการแสดงของเหล่านักแสดงที่มีความคล้ายคลึงกับการแสดงละครเวที ดังเช่นการสลับฉากหลังประกอบไปมาขณะที่นักแสดงกำลังถ่ายทอดบทบาท ทำให้ผู้ชมเกิดอารมณ์คล้อยตามด้วยความรู้สึกแปลกใหม่คล้ายกับกำลังชมละครเวที การดำเนินเรื่องที่พาผู้ชมเข้าถึงอรรถรสด้วยการดำดิ่งลงไปพร้อมกับพฤติกรรมอันแสนผิดแผกและการรับผลกระทบของผู้หญิงคนหนึ่งพึงกระทำ พร้อมกับภาพสะท้อนสังคมรัสเซียโดยรอบในขณะนั้นได้อย่างลงตัว เรียกได้ว่าภาพยนตร์มีความสมบูรณ์แบบในทุกองค์ประกอบ

 

ภูมิหลังของผู้เขียนที่มีผลต่อบทประพันธ์

Leo Tolstoy นักเขียนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเพชรน้ำเอกแห่งวรรณกรรมโลก

ที่มา https://www.moscovery.com/leo-tolstoy/

สังคมโดยรอบย่อมมีอิทธิพลต่องานเขียนทั้งสิ้น ดังเช่นผู้ประพันธ์ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสังคมนั้นย่อมได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งด้านวรรณกรรมที่เขาฟังหรืออ่าน ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เขาได้พบเห็น หลักศาสนา ปรัชญาและการเมืองที่พบเจอ สภาพการณ์ของปัจจัยเหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งกำหนดทัศนะที่มีต่อโลก และทัศนะที่มีต่อชีวิตของเขา

มีข้อน่าสนใจอยู่ไม่น้อยว่าการออกแบบตัวละครของเรื่อง ผู้เขียนมักจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากคนรอบตัวของเขาทั้งสิ้น โดยเฉพาะตัวละครนามว่า “เลวิน” ที่นักวิจารณ์ต่างวิเคราะห์กันว่า ได้รับแรงบันดาลใจและถอดแบบออกมาจากตัวตนของผู้ประพันธ์เอง ดังเช่น

ตัวละครนามว่า เลวิน ชายหนุ่ม ผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในชนบทอย่างเรียบง่าย เขาเป็นคนที่มีฐานะแต่ก็มักจะช่วยเหลือชาวนาและผู้ยากไร้อยู่เสมอ อีกทั้งยังมีความคิดที่จะพัฒนาชนบทและเป็นปฏิปักษ์กับหน่วยงานราชการและระบบขุนนาง รวมถึงไม่เชื่อในเรื่องวิทยาศาสตร์และไม่ศรัทธาความเชื่อภูตผีปีศาจ ลักษณะที่ว่านี้ มีความคล้ายคลึงกับลีโอ ตอลสตอย ผู้ประพันธ์อย่างชัดเจน

สภาพสังคม

บรรทัดฐานทางสังคม

ภาพสะท้อนบรรทัดฐานทางสังคมในเรื่องของ “บทบาททางเพศ” ที่ว่าด้วย “ความไม่เท่าเทียมทางเพศ” โดยผู้ชายมักจะถือครองตำแหน่งจำพวกขุนนางหรือผู้บริหารประเทศ ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า จักรวรรดิรัสเซียตกอยู่ภายใต้ระบอบ “สังคมชายเป็นใหญ่” หรือ “ปิตาธิปไตย” บุรุษมักมีหน้ามีตาและบทบาทในสังคมมากกว่าสตรี และยังได้รับความเคารพจากสังคมในฐานะเป็นหัวหน้าครอบครัวอีกด้วย

ภาพสะท้อนความเป็นใหญ่ของชาย ปรากฏผ่านตัวละคร “อเล็กเซย์” สามีของอันนา ที่การวางตัวเยี่ยงสุภาพบุรุษ คือ ดูนิ่ง สงบ เป็นมิตร แม้จะทราบว่าภรรยาของตนมีชู้ก็ตาม แต่นั่นมิใช่ความรู้สึกที่แท้จริงที่เขาต้องการจะแสดงออก กลับเป็นการวางตัวที่สังคม “ต้องการ” ให้เขาเป็น เขาต้องคอยปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงของตน แม้ว่าภายในจิตใจกำลังโศกเศร้า เนื่องจากสังคมโดยรอบตั้งนิยามคำว่าเพศชายไว้ว่าต้องเข้มแข็ง อดทน เป็นสุภาพบุรุษ เป็นช้างเท้าไหน้า เป็นผู้นำ การร้องไห้คือการกระทำและการแสดงออกของคนขลาด อ่อนแอ มิใช่การกระทำเยี่ยงบุรุษ ส่วนผู้หญิงในสังคมนั้นเปรียบเสมือนช้างเท้าหลังไม่ต่างจากสังคมประเทศอื่นที่เรารับรู้เท่าใดนัก เหล่าสตรีต้องคอยปรนนิบัติตามบุรุษ และอยู่ภายใต้การควบคุมของบุรุษ เรียกได้ว่า สตรีมิได้ใช้สิทธิของตนเองอย่างเต็มที่เท่าที่ควร

ส่วนเหตุการณ์ “การมีชู้” ของอันนาถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาพยนตร์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงบรรทัดฐานของสังคมที่มีต่อทั้งบุรุษและสตรีที่ต่างกัน กล่าวคือ กรณีของอเล็กเซย์ สามีของอันนา แม้จะเป็นผู้ดีมีหน้ามีตาในสังคม แต่ชื่อเสียงของเขาก็ได้รับผลกระทบจากการกระทำของผู้ที่เรียกได้ว่าภรรยาของตน แต่ผลกระทบของเขานั้นกลับมิได้รุนแรงเท่ากับอันนา เพราะอเล็กเซย์ยังคงมีหน้ามีตาและเกียรติในสังคมอยู่ เขายังคงได้รับความเคารพจากคนรอบตัวฉัน ในทางกลับกัน ความเลวร้ายที่เกิดจากคำติฉินนาทาของสังคม ตกอยู่กับฝ่ายหญิงเสียเพียงผู้เดียว เธอต้องตกเป็นจำเลยสังคมโดยที่มิได้ยินยอม ต้องคอยหลบหน้าหลบตาจากคนทั่วไป โดดเดี่ยว ยิ่งหากว่าเธอจะไปพบลูกก็เป็นไปได้ยาก เพราะต้องแอบเข้าไปในขณะที่สามีไม่อยู่

สังคมชนชั้นล่างของจักรวรรดิรัสเซีย

เหล่าชาวนาในภาพยนตร์ขณะกำลังเกี่ยวข้าว

ในทุกๆ สังคมเราสามารถพบความแตกต่างระหว่างชนชั้นได้เสมอ โดยชนชั้นล่างแม้จะไร้ซึ่งอภิสิทธิ์ใดๆ ในการการบริหารประเทศ แต่พวกเขาก็ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ เพราะเป็นประชากรส่วนใหญ่ที่มีมากถึงร้อยละ 80 มักจะมีวิถีชีวิตและสังคมตามแบบฉบับของชาวนา โดยจะอาศัยอยู่ตามชนบทในเมืองต่างๆ มีชีวิตอยู่กับการทำนา ทำไร่ เพราะฉะนั้นแล้วสภาพสังคมของจักรวรรดิรัสเซียในห้วงเวลานั้น ค่อนข้างมีความแปลกแยกและความแตกต่างระหว่างชนชั้นเป็นอย่างมาก

ชนชั้นทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซียคือ ชาวนา จักรวรรดิรัสเซียในศตวรรษที่ 19 มีผลผลิตทางเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ ก่อนปี 1861 ชาวนาในจักรวรรดิรัสเซียทำหน้าที่เสมือนทาส หรือทาสในที่ดินของขุนนางชั้นสูง ทาสติดที่ดินไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมายที่ชัดเจน และชีวิตจะขึ้นอยู่กับขุนนางที่ดินของตนเอง เพื่อความยุติธรรม ที่พักพิง และการดำรงชีวิต หลังจากการปฏิรูปโดยการปลดปล่อยทาสของพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ทำให้ชาวนารัสเซียได้รับการยอมรับทางกฎหมายและสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน

ชนชั้นสูงในสังคมจักรวรรดิรัสเซีย

งานเลี้ยงเต้นรำอันสะท้อนความฟุ้งเฟ้อของชนชั้นสูง

ชนชั้นสูงในจักรวรรดิรัสเซียนั้น แม้จะเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยท่ามกลางสังคม พวกเขาใช้ชีวิตอย่างหรูหราและฟุ่มเฟือย มักจะกระจุกตัวอยู่บริเวณเมืองใหญ่อย่างมอสโก และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองหลวงของจักรวรรดิรัสเซียในช่วงเวลานั้น พวกเขามีบทบาทและอิทธิพลต่อสังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งในภาพยนตร์มีหลายฉากของภาพยนตร์เช่นกันที่นำเสนอภาพของชนชั้นสูง ผู้เปรียบเสมือนศูนย์กลางของสังคม อาทิ งานเลี้ยง งานเต้นรำ งานสังคม การปกครอง รวมไปถึงสิทธิทางการเมือง อีกทั้งภาพยนตร์ยังเล่าเรื่องในมุมมองของชนชั้นสูงผ่านครอบครัวอันนา ในด้านของความสัมพันธ์ของหนุ่มสาว จะมีมุมมองที่แคบเพราะสนใจแต่คนในแวดวงสังคมเดียวกันเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการเล่าเรื่องที่บ่งบอกถึงความวุ่นวายของผู้คนที่แข่งขันกันมีหน้ามีตาในสังคม ส่งผลให้อาจเกิดปัญหาตามมาเพราะความอิจฉา ริษยาในบางครั้ง

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าโครงสร้างทางสังคมของรัสเซียมีการแบ่งชนชั้นไว้อย่างชัดเจน โดยชนชั้นที่มีจำนวนมากที่สุดอย่างชาวนากลับกลายเป็นชนชั้นที่ไร้ซึ่งอำนาจ และมักถูกกดขี่จากชนชั้นที่สูงกว่าอยู่เสมอ ชนชั้นทางสังคมของรัสเซียนั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างชนชั้นน้อยมากเนื่องจากระบบการปกครองของจักรวรรดิรัสเซียแบบรัฐวินัย ทำให้ประชาชนเชื่อว่าการที่ตนเกิดมา ไม่ว่าอยู่ชนชั้นใดล้วนเป็นประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า

อันนาและวรอนสกี้ชู้รักของเธอ

ที่มา https://www.critikat.com/actualite-cine/critique/anna-karenine/

ระหว่างความรักและจารีตทางสังคม

“ระหว่างความรักและจารีตทางสังคม อะไรคือสิ่งที่ควรเลือกอย่างแท้จริง”

ภาพยนตร์นำเสนอในประเด็นคล้ายกับว่าต้องการให้ผู้คนตั้งคำถามว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นแล้ว อะไรคือสิ่งที่ควรเลือกอย่างแท้จริง? มีข้อสังเกตว่าเป็นการนำเสนอในรูปแบบความขัดแย้ง 2 มุมมอง คือ มุมมองแรกคือเลือกจะทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ ส่วนมุมมองที่สอง คือ เลือกที่จะทำตามจารีตประเพณี

“การตัดสินใจ” ยังคงเป็นประเด็นสำคัญในการดำเนินเรื่องอยู่ เพราะในท้ายที่สุดเราก็ได้รับรู้แล้วว่า เธอได้เลือกที่จะทำตามเสียงของหัวใจตนเอง เพื่อลบล้างชีวิตที่ไม่มีความสุขน่าเบื่อหน่ายออกไป แต่แล้วเมื่อชีวิตเธอเริ่มมีสีสันมากขึ้น เธอกลับต้องแลกความสุขครั้งนี้ด้วยการจบชีวิตตนเองลงเช่นกัน

“หากอันนาทำผิดกฎหมาย ฉันก็คงจะคุยกับเธออยู่หรอก แต่นี่เธอทำผิดกฎสังคม”

ประโยคที่กล่าวโดยสตรีชนชั้นสูงผู้หนึ่งในงานเลี้ยง สะท้อนให้เห็นมุมมองว่า ผู้คนโดยรอบมองอันนาเช่นไร ฉากงานเต้นรำที่นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงความฟุ้งเฟ้อและสถานที่พบปะกันของสังคมชนชั้นสูง ยังเป็นสถานที่ผู้คนต่างใช้ซุบซิบนินทากันถึงข่าวที่เป็นกระแสอยู่ขณะนั้น ในกรณีอันนาจึงไม่ผิดแผกอันใดที่เธอจะถูกนำมานินทาซึ่งๆ หน้าเยี่ยงนี้ และแน่นอนว่าเธอได้รับรู้ทุกคำติฉินนินทา เธอต้องตกเป็นจำเลยสังคมโดยไร้ข้อโต้แย้งใดๆ เธอเลือกที่จะเก็บทุกสิ่งที่อัดอั้นไว้ในเบื้องลึกของหัวใจ ในขณะที่คำนินทายังคงดำเนินต่อไป น้ำตาเริ่มไหลอาบลงมาสู่แก้มของเธอในเวลาเดียวกัน ขณะที่เหล่าสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีกำลังนินทาเธออย่างออกรส ข้าพเจ้าแม้จะเป็นเพียงผู้ชมคนหนึ่ง แต่ก็ตระหนักรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเธอ ความรู้สึกว่างเปล่า ความรู้สึกว่าไร้ซึ่งผู้คนที่จะอยู่เคียงข้าง และต้องตกเป็นจำเลยสังคมอย่างไม่ยินยอมนัก

ระบบคมนาคม

รถไฟที่เต็มไปด้วยชนชั้นสูงเดินขวักไขว่กันโดยทั่ว

ที่มา https://www.pinterest.com/pin/558516791285197887/

รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย จุดเริ่มต้นและจุดจบของความรัก

รถไฟที่ภาพยนตร์นำเสนอ ถือเป็น จุดเริ่มต้นของความรักและจุดจบแสนเศร้าของความรักเช่นกัน มีหลายฉากในภาพยนตร์ที่นำเสนอภาพความเจริญก้าวหน้าของจักรวรรดิรัสเซียผ่าน “รถไฟ” ที่เป็นระบบคมนาคมที่ก้าวหน้ามากที่สุดในสมัยนั้น ในทางกลับกันรถไฟสามารถสื่อถึง “ระบบชนชั้น” ของรัสเซีย กล่าวคือ ชนชั้นสูงมีหน้าที่เป็นผู้นั่ง ส่วนชนชั้นล่างพวกเขาก็มีหน้าที่แค่เพียงผู้ซ่อมเครื่องจักรเหล่านี้ให้ขับเคลื่อนชนชั้นสูงไปสู่จุดมุ่งหมายก็เท่านั้น โดยรถไฟที่ภาพยนตร์นำเสนอนั้น คือ รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย ซึ่งถือเป็นรถไฟที่ยาวที่สุดในโลกที่เชื่อมต่อมอสโกไปถึงตะวันออกไกลและทะเลญี่ปุ่น

ระบอบการปกครอง

ในขณะนั้น รัสเซียยังคงปกครองด้วยระบอบซาร์ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์  ปกครองโดยซาร์ พระเจ้าซาร์ที่ปกครองจักรวรรดิรัสเซียในสมัยนั้น คือ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 พระองค์ทรงปกครองประเทศอย่างเข้มงวดตามแบบเทวสิทธิราชย์ที่ว่า เป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นอำนาจของกษัตริย์จึงเป็นอำนาจสูงสุดอันไม่สามารถแบ่งแยกได้ สังคมจึงถูกกำหนดอยู่ภายใต้กรอบการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกัน การปกครองของพระเจ้าซาร์นับเป็นระบอบที่พระเจ้าซาร์ใช้อำนาจได้โดยไม่มีขอบเขตควบคุม การตัดสินคดี ออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงแล้วอำนาจของพระเจ้าซาร์ยังคงถูกจำกัดด้วยปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งความเข้มแข็งของระบบซาร์นั้นขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของพระเจ้าซาร์เอง การปกครองในสมัยนั้นส่งผลไปถึงรูปแบบของสภาพสังคมโครงสร้างของสังคมที่ขึ้นตรงต่อระบบเอกาธิปไตย ทำให้เกิดเป็นสังคมที่ถูกแบ่งแยกโดยชนชั้น

วัฒนธรรมที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์

วัฒนธรรมการแต่งกาย

เครื่องแต่งกายสตรี

เครื่องแต่งกายของสตรีชนชั้นสูง สไตล์ยุโรปที่เต็มไปด้วยเครื่องประดับ

ที่มา https://roobla.com/movies/29852/film-review-anna-karenina-2012/

เสื้อผ้าเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของวัฒนธรรม ที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ถึงช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์แต่ละยุคสมัย แสดงถึงความเป็นไปทางด้านเจตคติ ขนม ธรรมเนียม จารีต ประเพณี ความเชื่อ ศาสนา ค่านิยม ที่ถูกสืบทอดส่งต่อให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมตั้งแต่อดีต โดยใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของแต่ละสังคมนั้นๆ และมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

รูปแบบเครื่องแต่งกายตามแบบสมัยนิยมของสังคมชนชั้นสูงในรัสเซียในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เป็นแบบวิคตอเรียน โดยได้รับอิทธิพลมาจากยุโรปตะวันตกในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่านิยมการแต่งกายของอังกฤษ ผสมผสานความเป็นฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งมีผลมาจากการปฏิรูปรัสเซียในช่วงศตวรรษที่ 18 มีการออกกฎระเบียบให้เหล่าข้าราชการ ชนชั้นสูง และคนในสังคมแต่งกายให้เป็นไปตามแบบและทิศทางของยุโรปตะวันตก โดยมีเรื่องราวทางด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ เข้ามาเกี่ยวข้อง

การแต่งกายของสตรีชาวยุโรปรวมถึงรัสเซียในช่วงทศวรรษ 1860 นั้น มีเอกลักษณ์อยู่ที่ชุด ขนาดของชุด การสวมใส่ชุดเข้าทรงที่มีขนาดพอดีกับตัวผู้สวม คอเสื้อสูง และมีกระดุมบริเวณด้านหน้าของชุด ลูกไม้สีขาวเป็นที่นิยมนำมาตกแต่งตามส่วนต่างๆ เช่น คอเสื้อ แผงกระดุมเสื้อ แขนเสื้อ ข้อมือเสื้อ รวมถึงขอบกระโปรงและส่วนต่างๆของระบายกระโปรง ชุดอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมคือ ชุดคอกว้างที่เผยให้เห็นบริเวณไหล่ ทั้งนี้ ทรงตัวของผู้หญิงจำมีลำตัวที่ตรง อกตั้ง เอวคอด สะโพกผาย ในรูปแบบของนาฬิกาทราย ซึ่งการที่ทำให้รูปทรงของร่างกายเป็นแบบนี้ได้นั้น ต้องใช้อุปกรณ์รัดทรงที่เรียกว่า คอร์เซ็ต (corset) โดยเป็นที่นิยมมากในสังคมชั้นสูง (รวมถึงชนชั้นกลางและชนชั้นล่างก็ใช้อุปกรณ์นี้เช่นกัน) ซึ่งความนิยมที่ว่า เอวยิ่งเล็กยิ่งแสดงออกถึงความเป็นสุภาพสตรีชั้นสูง บ้างก็ว่า เอวขนาด 20 นิ้ว คือความอ้วนที่รับไม่ได้

ในส่วนของกระโปรงเป็นกระโปรงยาวที่มีปลายกระโปรงบานออกเล็กน้อย และมีทรงกระโปรงเป็นรูประฆังคว่ำ ซึ่งเป็นทรงกระโปรงตามวัฒนธรรมของฝรั่งเศส การที่ทรงกระโปรงมีความบานนั้น เพราะภายในจะสวมใส่อุปกรณ์ที่ให้ทรงรูป คือ สุ่ม หรือ คลิโนไลน์ (crinoline) ลักษณะคล้ายๆ กับสุ่มไก่ สวมทับชุดชั้นใน ตามด้วยกระโปรงชั้นใน ประมาณ 1-2 ชั้น ก่อนที่จะสวมกระโปรงชั้นนอกที่เป็นชุดจริงๆ โดยวัฒนธรรมการสวมสุ่มนี้ ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลทางด้านศาสนา บ้างก็ว่า เป็นการเว้นระยะการเข้าใกล้สตรีเพศก่อนวัยอันควร หรือ การให้เกียรติสุภาพสตรี รวมถึงการแสดงออกในความเป็นกุลสตรีที่รักนวลสงวนตัว เป็นต้น

ตัวชุดมีทั้งแบบแยกชิ้นตัวเสื้อและกระโปรงออกจากกัน และแบบเดรสชิ้นเดียวทั้งชุด จนกระทั่งในช่วงปี 1865 จึงเริ่มมีการปรับเปลี่ยนทรงกระโปรงโดยการเน้นบริเวณส่วนทางด้านหลังของกระโปรงมากกว่าด้านหน้า ในส่วนของทรงผมในสมัยนั้นสตรีจะนิยมทำผมแสกกลางและเกล้ามวยต่ำบริเวณช่วงท้ายทอย โดยให้ผมปิดบริเวณใบหู ส่วนการแต่งกายของสตรีในทศวรรษ 1870 จะเน้นบริเวณช่วงด้านหลังของกระโปรงด้วยการเพิ่มชิ้นส่วนผ้าเย็บเพิ่มไปที่ด้านหลังของชุด ในยุคนี้เอวจะต่ำกว่าชุดในยุค 1860 อีกทั้งกระโปรงส่วนหน้ามีลักษณะแบนทิ้งตรงลงไปถึงชายกระโปรง ตัวเสื้อแบบที่เป็นคอเหลี่ยมลึกเป็นที่นิยมในยุคสมัยนี้ทรงผมจะนิยมแต่งทรงสูงและม้วนผมบางส่วนให้เป็นลอนยาวปะไหล่ลงมา นิยมตกแต่งด้วยริบบิ้นหรือหวีประดับผม ส่วนหมวกในยุคนี้จะมีขนาดเล็กและเอียงไปด้านหน้า

เครื่องแต่งกายบุรุษ

ภาพร่างเครื่องแต่งกายของบุรุษและสตรีชนชั้นสูงในรัสเซีย

ที่มา https://www.vanityfair.com/hollywood/2013/01/anna-karenina-costume-designer-oscar-nominations-keira-knightley

การแต่งกายของบุรุษชาวยุโรปตะวันตกในช่วงทศวรรษ 1860 นิยมแต่งกายตามแบบอังกฤษ โดยจะนิยมใส่เสื้อโค้ตที่เรียกว่า “Frock Coat” โดยลักษณะเป็นเสื้อที่มีขนาดพอดีตัว และมีจุดเด่นอยู่ที่ชายเสื้อที่ยาวถึงบริเวณหัวเข่า ส่วนเสื้อกั๊กที่สวมด้านในมักจะไม่มีปกและมีกระดุมแถวเดียว เสื้อคอปกแข็งด้านในจะมีปกเสื้อสูงสำหรับผูกเนคไท ส่วนกางเกงจะมีลักษณะเย็บเข้าทรง

ในส่วนของทรงผมของบุรุษสมัยนั้นจะปัดไปข้างใดข้างหนึ่งและทำเป็นลอนเล็กน้อย หนวดเปรียบเสมือนอีกหนึ่งจุดเด่นของบุรุษ การตกแต่งหนวดที่นิยมในสมัยนั้นคือทรงที่เรียกว่า “Dundreary whiskers” หรือที่ชาวอังกฤษเรียกว่า “Piccadilly weepers” มีลักษณะเป็นเครายาวเป็นพุ่มทั้งสองข้างของกรอบหน้าแต่ไม่มีเคราบริเวณคาง ส่วนการแต่งกายของบุรุษในช่วงทศวรรษ 1870 จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับในช่วงทศวรรษ 1860 เสื้อคอปกแข็งด้านในนิยมจัดปลายปกเสื้อลงทั้งสองข้าง ทรงผมที่พบส่วนใหญ่มักจะเป็นในลักษณะแสกกลาง อีกทั้งยังนิยมไว้หนวดเครา

วัฒนธรรมการรับประทานอาหาร

ภาพ เหล่าชนชั้นสูงขณะรับประทานอาหาร

ที่มา https://splatteronfilm.com/2012/12/

ที่พักอาศัย เป็นหนึ่งสถานที่สำคัญประจำครอบครัวจะต้องมีขนาดที่กว้างใหญ่ ระดับคฤหาสน์ ซึ่งมักจะถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ให้แก่บรรดาเหล่าชนชั้นสูงด้วยกันเอง จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องบ่งบอกถึงฐานะความแตกต่างทางสังคมและรสนิยมของผู้อยู่อาศัยในอีกนัยยะหนึ่งเช่นกัน การเข้ามาของวัฒนธรรมการบริโภคอาหารจากต่างชาติส่งผลให้รัสเซียสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตน ทั้งเรื่องเครื่องปรุง จาน ชาม และเทคโนโลยีการประกอบอาหาร ก็กลายเป็นแบบตะวันตกโดยปริยาย เช่น การรับประทานเนื้อสัตว์ จากเดิมเป็นการทานเนื้อชิ้นใหญ่ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นเนื้อที่ถูกตัดเป็นชิ้นเล็กๆ และมีขั้นตอนการประกอบอาหารค่อนข้างซับซ้อนกว่าเดิม

ภาพยนตร์นำเสนอภาพของห้องรับประทานอาหารที่รายล้อมไปด้วยของตกแต่งที่บ่งบอกถึงฐานะ ทั้งภาพเขียนหรือภาพวาดที่ติดตั้งอยู่บนผนังรอบห้องอาหาร โต๊ะที่ถูกจัดไว้อยู่กึ่งกลางของห้อง อาหารที่ถูกเสิร์ฟมักจะเป็นอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ชิ้นขนาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงการรับวัฒนธรรมการทานอาหารตามแบบยุโรป โดยจะเสิร์ฟจากพ่อครัวประจำตระกูล ที่สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจที่คงอยู่มาอย่างยาวนาน ลักษณะการนั่งรับประทานอาหารนั้นก็จะไล่ลำดับตามผู้อาวุโสลงมาหาผู้น้อย และจะนั่งแบ่งฝั่งครอบครัวอย่างชัดเจน

โศกนาฎกรรมอันสะท้อนถึงโรคซึมเศร้าผ่านตัวละคร

“ คนบางคนมิสมควรจะมาเชิดหน้าอยู่ในสังคม

แต่หล่อนช่างกล้ามานั่งชูคอในสังคมเยี่ยงหญิงกลางเมือง ”

-ประโยคที่กล่าวโดยสตรีชนชั้นสูงผู้หนึ่งในงานเลี้ยงเต้นรำ-

การตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองลงของอันนานำมาซึ่ง “จุดจบของทุกสิ่ง” หากมีการวินิจฉัยจากแพทย์แผนปัจจุบันก็คงลงมติไปในทางเดียวกันว่า สิ่งที่เธอกำลังเผชิญจนนำไปสู่การตัดสินใจจบชีวิตตนเองนั้นคืออาการของโรคซึมเศร้า (Depression) ซึ่งเป็นบ่อเกิดมาจากแรงต่อต้านจากสังคม คำดูถูกเดียดฉันท์บั่นทอนจิตใจ เหล่านี้ สร้างผลกระทบต่อตัวบุคคลมากกว่าที่คิด เธอเป็นหญิงผู้มีหน้ามีตาในแวดวงสังคม ดังนั้นจึงไม่ผิดแผกอันใดที่จะถูกตกเป็นเป้าการวิจารณ์เช่นนี้

เหล่าชนชั้นสูงขณะอยู่ในโรงละครพร้อมใจกันหันไปมองอันนา เพื่อแสดงถึงการต่อต้านเธอ

ที่มา https://www.filmcomment.com/article/anna-karenina-tom-stoppard-joe-wright/

อาการของโรคซึมเศร้าที่ปรากฏผ่านตัวละครอันนาได้อย่างชัดเจน ผ่านช่วงท้ายภาพยนตร์ หลังจากที่อันนาได้รับคำดูถูกเดียดฉันท์มาโดยตลอด เธอจึงเริ่มปลีกตัวออกจากสังคมทีละน้อย เนื่องจากเธอถูกตัดขาดจากสังคม เธอไม่สามารถติดต่อหรือใช้ชีวิตเยี่ยงสตรีชนชั้นสูงดังเดิมได้ อาการของเธอเริ่มต้นด้วยความเศร้าโศก ใบหน้าที่ดูซูบผอมลงทีละเล็กละน้อย สีหน้าที่ดูซีดเซียวอันเป็นผลมาจากเธอทานอาหารน้อยลงและมีอาการนอนไม่หลับ ประกอบกับความรู้สึกที่กระวนกระวายอยู่เสมอ ยิ่งในช่วงท้ายของภาพยนตร์ ความรู้สึกที่ว่า “ไม่มีใครอยู่เคียงข้างเธอ” กลับถูกตอกย้ำอย่างรุนแรงผ่าน ตัวละครวรอนสกี้ชายชู้ของอันนา เขาได้ไปมีสัมพันธ์กับหญิงสาวคนใหม่ เธอจึงตระหนักได้แน่แล้วว่า “เธอถูกทอดทิ้งจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมี” เป็นเหตุให้เธอตัดสินใจปลิดชีวิตตนเองลงในที่สุด

ในปัจจุบัน การรักษาหลักโรคซึมเศร้า แพทย์จะเน้นการพูดคุยให้คำปรึกษา การทำจิตบำบัด หรืออาจรวมไปถึงการใช้ยาในกลุ่มแก้ซึมเศร้าหากมีความจำเป็น โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นจนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติทั่วไป และยิ่งมารับการรักษาเร็วเท่าไรอาการก็จะดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่หากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้รักษายากยิ่งขึ้น หากมองในกรณีของอันนา เธอมิได้รับการรักษาแม้แต่น้อย อีกทั้งเธอยังถูกตอกย้ำจากสังคมโดยรอบในขณะนั้น ดังนั้นจึงไม่ผิดแผกอันใดที่เธอจะตัดสินใจจบชีวิตลงเพื่อหลีกหนีปัญหาหรืออาจรวมไปถึงความรู้สึกเหล่านั้น

อันที่จริง สิ่งที่อันนาทำผิดคือ “การผิดจารีตประเพณี” จารีตนั้นเป็นสิ่งที่มิได้มีการกำหนดบทลงโทษอย่างตายตัวดังเช่นกฎหมาย แต่การลงโทษของจารีตมักจะมาในรูปแบบของคำติฉินนินทาและแรงต่อต้านจากสังคมรอบตัวเสียมากกว่า อีกทั้งหากมองภาพที่สะท้อนผ่านทั้งผลงานภาพยนตร์และหนังสือเรื่อง Anna Karenina ทำให้ทราบได้ว่าสังคมในห้วงเวลานั้นยังคงเต็มไปด้วยความไม่รู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าที่ผู้คนในสังคมขณะนั้นกำลังเผชิญอยู่

ปัจจุบัน อาการซึมเศร้าได้รับการตระหนักจากสังคมว่าเป็นภัยร้ายตัวฉกาจที่สร้างแรงกระเพื่อมให้แก่สังคมโดยรอบทิศทาง โรคซึมเศร้าได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในสังคมปัจจุบัน หลังจากการตัดสินใจปลิดชีวิตของเหล่าศิลปินในวงการบันเทิงทั่วโลก ที่ต่างมีบาดแผลฝังลึกอยู่ในจิตใจเช่นเดียวกับอันนา อย่างกรณี Sulli วง F(X) วงดนตรีเกาหลีใต้ที่เธอได้ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองไปเมื่อปลายปี 2019 เป็นผลมาจาก ถ้อยคำแง่ลบอย่างมากมายในโลกอินเตอร์เน็ต ปัจจุบันคำดูถูกเดียดฉันท์ที่เรียกว่า “บูลลี่ (Bully) หรือ การกลั่นแกล้งคนที่อ่อนกว่าโดยการกระทำและคำพูดเสียดสีรวมไปถึงการนินทาว่าร้าย”โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเตอร์เน็ตกลับเป็นภัยที่แผ่ขยายเป็นวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในสังคมยุคโลกาภิวัตน์การเข้าถึงแหล่งข้อมูลกระทำได้ง่ายกว่าในอดีตนัก ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าคำด่าทอที่กล่าวผ่านโลกอินเตอร์เน็ตก็มิอาจต่างจากคำด่าทอในอดีตที่อันนาได้ประสบนัก แม้จะมาในรูปแบบที่ต่างกัน แต่การสร้างบาดแผลฝังลึกแก่ผู้ถูกกระทำยังคงอยู่ดังเดิม จนมีคำกล่าวว่า “ผู้กล่าวหาคือคนที่ต้องรับผิดชอบต่อการสูญเสียชีวิตของผู้ถูกกล่าวหาด้วยซ้ำไป”

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

ความหรูหราของเหล่าชนชั้นสูงที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์ ทั้งภาพความยิ่งใหญ่ทางสถาปัตยกรรม รวมไปถึงความฟุ่มเฟือยของเหล่าชนชั้นสูงผ่านเครื่องแต่งกาย วัฒนธรรมการรับประทานอาหารและวิถีชีวิตเหล่านั้นล้วนเป็นผลพวงมาจาก ในสมัยที่จักรวรรดิรัสเซียอยู่ภายใต้การปกครองของ ซารีนาแคทเทอรีนที่ 2 ที่ยุคนั้นถูกเรียกว่า ฟรานส์โคฟีเลีย (Francophilia) หรือ ยุคสมัยแห่งการคลั่งไคล้ฝรั่งเศส  ในขณะนั้นวัฒนธรรมของฝรั่งเศสแผ่อิทธิพลไปทั่วทั้งยุโรปรวมไปถึงจักรวรรดิรัสเซียด้วย ช่องว่างระหว่างชนชั้นสูงและชนชั้นล่างขยายกว้างมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเหล่าขุนนางชนชั้นสูงต่างมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลอกเลียนตามวิถีของชาวยุโรปตะวันตกแทบทั้งสิ้น กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กกลายเป็นศูนย์กลางของตลาดสินค้าที่หรูหราฟุ่มเฟือย พวกขุนนางชนชั้นสูงนิยมสะสมศิลปวัตถุและรูปภาพที่มีชื่อเสียงและราคาแพงเพื่อประกวดประชันกัน ตลอดจนยินดีจ่ายค่าจ้างจำนวนมหาศาลเพื่อให้คณะแสดงต่างๆที่มีชื่อเสียงในยุโรป เช่น คณะละคร คณะระบำ วงดนตรี และอื่นๆ อันที่จริงแล้วเหล่าชนชั้นสูงของรัสเซียนิยมไปงานเลี้ยงรื่นเริงเฉลิมฉลอง ตั้งแต่ในสมัยของซาร์ปีเตอร์มหาราช ที่พระองค์ทรงริเริ่มเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมไปเป็นแบบยุโรป ทำให้เหล่าสตรีสามารถออกมาสังสรรค์ในสังคมได้มากขึ้น

สิ่งที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์ทั้ง เสื้อผ้าสุดแสนวิจิตร งานเต้นรำที่สะท้อนความฟุ่มเฟือย สื่อให้เห็นถึงวิถีชีวิตแบบตะวันตกอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นความคลั่งไคล้ตะวันตกเราต่างเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้ทั้งจากหนังสือและรับรู้ผ่านภาพยนตร์ได้ด้วยเช่นกัน ตลอดจนการทำความเข้าใจในเรื่องของโรคซึมเศร้าผ่านตัวละคร รวมถึงแรงผลักดันและแรงกดดันจากสังคมรอบด้าน โดยอาศัยวิถีชีวิตจากขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงผลพวงจากอดีตอันเป็นรากฐานสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

เรื่อง : ปภาวี บัวชาบาล
พิสูจน์อักษร : กฤศณัฏฐ์ ดิลกศิริธนภัทร์

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด


เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและ...

11 ส.ค. 2563
“อันน

เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและ...

13 ส.ค. 2563

ประกาศขายทอดตลาด...

20 ก.ค. 2563