ข่าว หน้าแรก เกี่ยวกับเรา อาคารสถานที่ การประกันคุณภาพ วิชาการและวิจัย ติดต่อเรา

เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและสังคมเมโสอเมริกา ผ่านมุมมองภาพยนตร์ เรื่อง Apocalypto ปิดตำนานอารยชน

13 ส.ค. 2563





“ความโหดร้ายและความป่าเถื่อนที่บั่นทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์” นับเป็นสิ่งเลวร้ายที่แอบแฝงอยู่ในแทบทุกสังคม “ชนเผ่ามายาอีกหนึ่งแหล่งอายธรรมอันแสนศิวิไลซ์” เป็นชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ความดำมืดของจิตใจมนุษย์ถูกฉาบไว้ด้วยภาพลักษณ์อันเจริญก้าวหน้า การอ้างสิทธิความก้าวหน้าอันนำไปสู่การรุกรานอารยธรรมที่ต่ำกว่าเพื่อให้ตนยังคงดำรงอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่ต่อไป ความผิดแผกเช่นนี้เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่ง

          ภาพยนตร์ Apocalypto หรือ ปิดตำนานอารยชน ที่ออกฉายในปี 2006 เนื้อหากล่าวถึงเรื่องราวของชนเผ่าผู้มีอารยธรรมสูงส่งอย่าง “ชาวมายา” และชนเผ่าที่ด้อยอารยธรรมกว่าอย่าง ”ชนเผ่าพื้นเมือง” โดยภาพยนตร์เล่าเรื่องผ่านมุมมองของ “จากัวร์ พอว์” ชายหนุ่มชนพื้นเมือง ขณะที่เขาและผู้คนในชนเผ่ากำลังเก็บของป่าล่าสัตว์อยู่นั้น เขาได้รับคำเตือนจากคนเผ่าอื่นขณะที่กำลังหลบหนีบางสิ่งบางอย่างด้วยความหวาดกลัว รุ่งเช้าวันต่อมาความหวาดกลัวเหล่านั้นก็มาเยือนพวกเขา ด้วยการมาถึงของชนเผ่า “มายา” ที่จับตัวพวกเขาเพื่อไปทำ “พิธีบูชายัญ” การเอาชีวิตรอดท่ามกลางความป่าเถื่อนและความโหดร้ายจากผู้มีอารยธรรมสูงส่งจึงบังเกิดขึ้น

          ภาพยนตร์มาพร้อมกับจุดเด่นในทุกองค์ประกอบ ทั้งการดำเนินเรื่องที่แฝงไปด้วยข้อคิดและคติความเชื่อ พร้อมทั้งพาผู้ชมดิ่งไปกับห้วงเวลาแห่งความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างสมจริง รวมไปถึงโทนของภาพที่ให้ความรู้สึกอึดอัด จนผู้ชมรู้สึกราวกับว่าตนเองถูกจับไปประกอบพิธีกรรมบูชายัญ การคัดเลือกนักแสดง เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ไม่ว่าจะเป็นนักวิจารณ์หรือผู้ชมต่างมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า “สมจริง” ด้วยการเลือกนักแสดงที่ใบหน้าดูมีเอกลักษณ์แบบดั้งเดิม ประกอบกับ “การให้นักแสดงพูดภาษามายันทั้งเรื่อง” ช่วยสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับภาพยนตร์อยู่ไม่น้อย การออกแบบฉากหรือสถานที่อย่างพีระมิดก็ทำได้อย่างสุดวิจิตรอลังการ ทำให้ผู้ชมรู้สึกตราตรึงกับการสร้างที่ดูใส่ใจในรายละเอียดเช่นนี้ การนำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองของตัวเอกที่เป็นชนเผ่าผู้ถูกรุกราน โดยที่มิได้เล่าผ่านชนเผ่า “มายา” นั้น ก็นับเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของภาพยนตร์ที่ยิ่งสร้างความแปลกใหม่

หนึ่งในบ่อเกิดอารยธรรมโลก : อารยธรรมมายา

          อารยธรรมมายา หนึ่งในแหล่งอารยธรรมแรกเริ่มของโลก มีจุดกำเนิดมาจากชาวพื้นเมืองที่อพยพเข้ามาสู่อเมริกากลางและอเมริกาใต้และได้สร้างอารยธรรมของตนเองขึ้นมา บริเวณดังกล่าวถือเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมที่สำคัญแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอารยธรรมสำคัญของโลก อันได้แก่ อารยธรรมมายา อารยธรรมแอซเท็ก บริเวณประเทศเม็กซิโกในปัจจุบันและอารยธรรมอินคา บริเวณประเทศเปรูในปัจจุบัน ฉากเบื้องหลังของภาพยนตร์ Apocalypto คือการกล่าวถึงอารยธรรมมายา  ก่อนที่จะล่มสลายไปด้วยน้ำมือตนเองและการรุกรานจากสเปน

          ชนเผ่าพื้นเมืองผู้อาศัยโดยรอบอาณาจักรมายา

ชนเผ่าพื้นเมืองขณะกำลังเก็บของป่าล่าสัตว์

         การนำเสนอของภาพยนตร์ที่ให้ชนเผ่าพื้นเมืองเป็นตัวละครหลักที่ถูกรุกรานจากผู้มีอารยธรรมที่สูงส่งกว่าอย่าง “ชนเผ่ามายา” ที่มีบทเป็น “ผู้ร้าย” เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ เพราะโดยปกติทั่วไปแล้ว ภาพของสังคมมายาที่ถูกนำเสนอในประวัติศาสตร์ คือ ผู้มีศิวิไลซ์ ผู้มีอารยธรรมที่ก้าวหน้า ดังนั้นการเลือกนำเสนอ ความโหดร้ายและป่าเถื่อนเช่นนี้ จึงถือว่าเป็นประเด็นที่สดใหม่และแฝงไว้ด้วยความจริง

          ในภาพยนตร์ ชนเผ่าพื้นเมือง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร พวกเขาอาศัยอยู่ในกระท่อมที่สร้างจากต้นไผ่แบบง่ายๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ด้วยการเก็บของป่าล่าสัตว์ ครอบครัวมีขนาดเล็กอาศัยท่ามกลางสังคมชนเผ่าที่แน่นแฟ้นไว้ด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวที่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความเคารพ กิจกรรมในช่วงเย็นสร้างสีสันให้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นมาผ่าน “กิจกรรมเล่านิทานรอบกองไฟ” การนั่งฟังผู้เฒ่าเล่านิทานรอบกองไฟเรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมประจำเผ่า ในช่วงพลบค่ำยังมีกิจกรรมเต้นรำรอบกองไฟอย่างสนุกสนานครื้นเครง ซึ่งการนำเสนอเช่นนี้มาในรูปแบบของ “คู่ตรงข้าม” กับชนเผ่ามายาแทบทั้งสิ้น คล้ายกับจะเปรียบเปรยว่าความมีอารยะของพวกเขานั้นมาในรูปแบบที่ต่างกัน

            สภาพสังคมของชนเผ่ามายา

          หากจะกล่าวถึงสังคมชาวมายา เมื่อมองเพียงผิวเผินพวกเขาก็ไม่ต่างจากผู้มีอารยธรรมทั่วไป ภายในสังคมนั้นถูกกำหนดโดยการแบ่งชนชั้นเช่นเดียวกับภาพที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์ อาณาจักรมายาปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ที่เรียกว่า “คูฮุลอะฮอว์” ที่มีความหมายว่า “ระบบเทวราชา” ภายใต้การปกครองระบอบนี้ฐานะทางสังคมถูกแบ่งเป็น 5 ชนชั้น ได้แก่ กษัตริย์ นักบวช พ่อค้า เกษตรกรและทาสที่เป็นชนชั้นล่างสุดของห่วงโซ่แห่งนี้ ภาพของเหล่าชนชั้นสูงที่ถูกแบกหามโดยเหล่าทาสสะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำระหว่างฐานะทางสังคม ที่คล้ายกับในปัจจุบัน เพียงแค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการแบกหามมาสู่ความเหลื่อมล้ำทางฐานะแทน เหล่านักบวชเปรียบเสมือนบุคคลผู้อ้างความหวาดกลัวเพื่อสร้างศรัทธาอันแรงกล้าแก่ฐานันดรตนเอง พวกเขาคือชนชั้นสูงรองลงมาจากกษัตริย์และมีความรู้หลากหลายแขนงโดยเฉพาะดาราศาสตร์

          ความแตกต่างทางสังคมเช่นนี้สามารถแบ่งแยกได้ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์หรืออาจรวมถึงเครื่องประดับภายนอก เหล่าชนชั้นสูงมักจะสวมเครื่องประดับจำพวกขนนก ยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าใดยิ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจที่มีในมือมากเท่านั้น รวมไปถึงการเจาะจมูกหรือใบหู เพื่อเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะทางสังคมและสร้างความยำเกรงในทางเดียวกัน

          เกษตรกรรมและความแห้งแล้ง

ความแห้งแล้งที่กัดกร่อนทุ่งข้าวโพดจนขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา
ที่มา https://www.imdb.com/title/tt0472043/mediaviewer/rm3016333313

       ชนเผ่ามายาดำรงชีพด้วยการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะการเพาะปลูกข้าวโพด ความสำคัญของข้าวโพดถูกถ่ายทอดผ่านความเชื่อเรื่องเทพเจ้าแห่งข้าวโพด เนื่องจากชาวมายานั้นมีความเชื่อว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาจากแป้งข้าวโพด และสีสันของข้าวโพดที่ดูหลากหลายคล้ายกับเส้นเลือดของมนุษย์นั้นยังเป็นอีกสีหนึ่งของข้าวโพดประเภทหนึ่ง ดังนั้นพิธีกรรมบูชายัญที่อาศัยสีแดงของเลือด จึงเป็นสิ่งตอบแทนพระองค์ด้วยการสังเวยพระองค์ด้วยเลือดของมนุษย์

          ฉากของภาพยนตร์ที่ฉายถึง “ความแห้งแล้งที่กัดกร่อนทุ่งข้าวโพดจนขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา” สะท้อนให้เห็นความอดอยากที่แผ่ขยายไปยังพื้นที่โดยรอบ ภาพของชนชั้นล่างชาวมายาที่สิ้นเนื้อประดาตัวมาจากความอดอยากที่ไร้ซึ่งทรัพยากรทั้งน้ำที่แห้งเหือดและอาหาร สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งปัญหาสังคม ภาพของการลักเล็กขโมยน้อยหรือปัญหาอาชญากรรมแผ่ขยายไปทั่วทุกพื้นที่ ปัจจัยความทุกข์ยากเหล่านี้จึงก่อให้เกิดพิธีกรรมบูชายัญ

          ภาพชาวมายาที่ปรากฎให้เห็นในเรื่องจึงอาศัยกันอย่างเบียดเสียดในเมืองใหญ่ ภายในเมืองที่เต็มไปด้วยสถานที่ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์และสถานที่พบปะผู้คน ได้แก่ พีระมิด ตลาดและบ้านเรือน เพราะพื้นที่ภายนอกไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้

ความรุ่งโรจน์ทางวัฒนธรรมและศิลปะของอารยธรรมมายา

          สถาปัตยกรรม : พีระมิด

ขณะชนเผ่ามายากำลังจับชนพื้นเมืองขึ้นสู่แท่นพีระมิดเพื่อทำการบูชายัญ

          สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่สุดของชาวมายา คือ “พีระมิด” การสร้างพีระมิดของชาวมายานั้นคล้ายคลึงกับพีระมิดของอียิปต์ แต่พีระมิดของชาวมายาจะมีความสูงเพียง 150 ฟุต บนยอดจะมีลักษณะเป็นขั้นบันได ที่จุดสูงสุดจะแบนราบเพื่อใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรม แตกต่างไปจากของอียิปต์ที่มีปลายแหลม ทั้งนี้ผู้ที่ขึ้นไปประกอบพิธีกรรมบนยอดนั้นมีเพียงนักบวชและกษัตริย์เท่านั้น อีกทั้งยังประกอบไปด้วยบันไดทางขึ้นจำนวน 4 ด้าน ด้านละ 91 ขั้น รวมกับพื้นที่ฐานของพีระมิดอีก 1 ขั้น จึงนับรวมได้ 365 ขั้นเปรียบเสมือนจำนวนวันในหนึ่งปีตามปฏิทินสุริยคติของชาวมายา หนึ่งปีของชาวมายามี 13 เดือนและฤดูกาลอีก 4 ฤดู จำนวนขั้นบันไดนั้นมิได้ถูกสร้างมาเพื่อบ่งบอกจำนวนวันเพียงเท่านั้น แต่ยังแฝงไว้ด้วยความโหดร้ายที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสังเวยนักโทษให้แก่เทพเจ้า จำนวนการสร้างขั้นบันไดที่สูงนั้นคล้ายกับเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางไปสู่ดินแดนของเหล่าทวยเทพ แต่ในทางกลับกันก็แฝงไว้ด้วยหนทางจากสวรรค์ลงมาสู่นรกเช่นกัน

เหล่าเชลยศึกหรือทาสขณะกำลังเผาฟืนเพื่อให้ได้ปูนขาวแล้วนำไปฉาบบริเวณสถาปัตกรรมศักดิ์สิทธิ์
ที่มา https://www.imdb.com/title/tt0472043/mediaviewer/rm1734480128

          สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพิเศษของสถาปัตยกรรม ทั้งการจัดวางและพื้นที่ที่ทำให้ทราบว่า พวกเขามีความรู้และความสามารถทางสถาปัตยกรรมอย่างดี สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ทำมาจากหิน สร้างเป็นชั้นลดหลั่นลงมา แม้แต่กรรมวิธีการสร้างก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น กล่าวคือ ชนชั้นล่างของสังคมอย่างทาสหรือเหล่าเชลย ต่างแบกหามก้อนหินรวมไปถึงปูนขาวเพื่อก่อสร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่น่าสนใจ คือ “การใช้ปูนขาว” พวกเขานิยมนำปูนขาวมาฉาบด้านนอกของสถาปัตยกรรมเหล่านั้นก่อนที่จะทาสีให้เป็นสีแดงเพื่อสื่อถึงสีของเลือดตามคติความเชื่อ การสร้างปูนขาวมีกรรมวิธีแสนยากเข็ญ เพราะพวกเขาจะต้องเผาหินปูนด้วยฟืนจำนวนมากที่ได้มาจากตัดต้นไม้และเผาป่า อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การล่มสลายของอาณาจักรมายาด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง

ยุคทองของอาณาจักรมายา

          อารยธรรมมายานับเป็นอีกหนึ่งอารยธรรมที่อยู่ในจุดที่รุ่งเรืองสูงสุดในด้านวิวัฒนาการ ความก้าวหน้าของอาณาจักรนั้นมิได้กระจุกตัวแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่แผ่ขยายอย่างครอบคลุมในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางสถาปัตยกรรม ปฏิทิน ดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ ความก้าวหน้าเช่นนี้ทำให้ชาวมายาทะนงตนว่าพวกเขาคือ ผู้มีอารยธรรมสูงส่ง

          ความสามารถทางดาราศาสตร์

ปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่ปรากฏขณะที่ชาวมายากำลังทำพิธีกรรมบูชายัญ
ที่มา https://www.imdb.com/title/tt0472043/mediaviewer/rm3162916608

          อีกหนึ่งความก้าวหน้าสูงสุดของอารยธรรมมายา คือ ความสามารถทางดาราศาสตร์ ชาวมายาสามารถคำนวณปฏิทินได้อย่างแม่นยำ นอกจากนั้นพวกเขายังสามารถทำนายเวลาการเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาได้ล่วงหน้าเป็นเวลานาน มีฉากของความก้าวหน้าของอารยธรรมผ่านภาพยนตร์ เช่นในฉากบูชายัญที่นักบวชยืนอยู่บนแท่นสูงสุดของปะรำพิธี ขณะนั้นการสังเวยชีวิตยังคงดำเนินอยู่นั้น ภาพได้ตัดไปฉากที่ประชาชนทุกคนแหงนมองขึ้นดูท้องฟ้า ฉับพลันสุริยุปราคาก็บังเกิดขึ้นให้ประจักษ์โดยทั่วกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาของชาวเหล่านักบวชชาวมายา การเกิดของสุริยุปราคานำมาซึ่งการจบลงของพิธีกรรม เพราะพิธีกรรมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบูชาเทพเจ้า ดังนั้นจึงเปรียบเสมือนว่าพระเจ้าได้รับสารหรือเครื่องสังเวยที่พวกเขาได้ส่งมอบไปแล้ว

          เครื่องดนตรีประจำชนเผ่า

          ภาพยนตร์มีภาพของเครื่องดนตรีอย่าง “กลอง” ถึง 2 ฉากด้วยกัน โดยเล่าผ่านมุมมองชนเผ่าพื้นเมืองและชนเผ่ามายา เป็นการนำเสนอประเด็นที่ครอบคลุมเพราะทำให้ทราบว่าเครื่องดนตรีที่เป็นหนึ่งในภูมิปัญญานั้นปรากฏอยู่ทั้งในผู้ที่มีอารยธรรมสูงและผู้มีอารยธรรมต่ำกว่า

          กลองของอารยธรรมมายา ปรากฏอยู่ 2 รูปแบบ รูปแบบแรก คือ กลองที่ทำมาจากลำต้นของต้นไม้ โดยใช้วิธีคว้านเนื้อไม้ช่วงกลางออกแล้วจึงมาขัดให้เรียบเนียน ตามมาด้วยส่วนของผิวกลองที่มักทำมาจากหนังสัตว์โดยเฉพาะหนังวัวและควาย ทำการยึดด้วยเชือกที่ใช้วิธีการผูกตรึงหรือใช้วิธีการพันรอบบริเวณหนังกลอง แล้วลงด้วยยางไม้ที่ทำมาจากธรรมชาติ ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายกับกาวในปัจจุบัน กรรมวิธีสุดท้ายคือการแกะสลักภาพสัญลักษณ์ตามความเชื่อลงบนหนังของกลอง ถือเป็นอันเสร็จสมบูรณ์ของกรรมวิธีการผลิต รูปแบบที่สอง มีกรรมวิธีที่ตรงตามกลองในรูปแบบแรกทุกประการ แต่จะต่างกันตรงที่เนื้อกลองทำมาจากดินเหนียว แล้วนำมาผ่านกระบวนปั้นขึ้นรูปเพื่อให้ได้ตามขนาดที่พอเหมาะ จะเห็นได้ว่ากรรมวิธีการผลิตหรือส่วนประกอบของกลองต่างๆ นั้น ผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติทั้งสิ้น

กิจกรรมเล่านิทานรอบกองไฟประจำชนเผ่า
ที่มา https://www.imdb.com/title/tt0472043/mediaviewer/rm1103665153

          “ภาพยนตร์นำเสนอในมุมมองของคู่ตรงข้ามอารยธรรม” เครื่องดนตรีประจำชนเผ่าพื้นเมืองถูกใช้เพื่อบรรเลงผ่าน “กิจกรรมเล่านิทานรอบกองไฟ”  ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำชนเผ่า กิจกรรมเริ่มด้วยการเล่นนิทานโดยผู้เฒ่าประจำเผ่า เนื้อหาของนิทานว่าด้วยตำนานปรัมปรา เล่าด้วยเนื้อหาที่กระชับ สีหน้าของผู้ที่อยู่รอบกองไฟเต็มไปด้วยความตั้งใจ ความสนุกสนานถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครในช่วงท้ายของกิจกรรม เพราะเป็นการเต้นรำที่แฝงเอาไว้ด้วยจิตวิญญาณของพวกเขาผ่านท่าทางที่ร่ายรำที่ดูเรียบง่ายแสดงถึงความรู้สึกปลดปล่อย

          ในส่วนของชนเผ่ามายาผู้มีอารยธรรมสูงส่ง พวกเขามีการใช้กลองเพื่อบรรเลงในพิธีกรรมของตนเองเช่นกัน กลองเปรียบเสมือนเครื่องเสริมสร้างความสนุกสนานแก่ปะรำพิธีหลังจากพิธีกรรมบูชายัญเสร็จสิ้นลง ไม้กลองหวดลงบนกลองอย่างครื้นเครงตามจังหวะ ในส่วนนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง 2 ฟากอารยธรรมอย่างชัดเจน อารยธรรมหนึ่งใช้กลองเพื่อสร้างความสนุกสนานแก่ส่วนรวม ส่วนอีกอารยธรรมใช้กลองเพื่อความสนุกสนานของตน

          ภูมิปัญญาการทอผ้า

หญิงสาวชาวมายาขณะกำลังทอผ้า

          ภาพยนตร์นำเสนอภูมิปัญญาของชาวมายาผ่านภาพของหญิงสาวกลุ่มหนึ่งที่กำลังทอผ้าด้วยเครื่องจักร ภาพของเครื่องจักรที่นำเสนอนี้ดูไม่ผิดแผกไปจากเครื่องทอผ้าพื้นบ้านที่เรารับรู้กันมากนัก สะท้อนให้เห็นว่าชาวมายามีวิวัฒนาการทางภูมิปัญญาอันสูงส่งมาครั้นแต่ในอดีตแล้ว นักโบราณคดีต่างสรุปว่า ชาวมายาผลิตสิ่งทอ ด้วยผ้าฝ้ายที่มีคุณภาพสูง เนื้อของผ้าถูกตกแต่งด้วยสีย้อม สีที่นำมาย้อมผ้ามาจากธรรมชาติเนื่องด้วยภูมิประเทศโดยรอบเป็นป่าเขาพงไพร

          เครื่องประดับและอาวุธ

เหล่าบุรุษและสตรีชนชั้นสูงของชนเผ่ามายา ซ้ายสุดคือกษัตริย์ กลางคือพระมเหสี และขวาสุดคือนักบวช
ที่มา https://www.pinterest.es/pin/570198002798763023/

          เครื่องประดับสุดวิจิตรอลังการเปรียบเสมือนเครื่องบ่งบอกฐานะของผู้ที่สวมใส่ มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยว่าชาวมายาผู้มีอารยธรรมชำนาญด้านการตกแต่งอัญมณี จำพวกทองคำ เพชร กระดูกสัตว์เปลือกหอยและหินอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกสัตว์ พวกเขามีความชำนาญด้านงานแกะสลักอันประณีตและแฝงไว้ด้วยความละเอียดอ่อน ผู้ชมจะเห็นในหลายฉากว่า กระดูกสัตว์ที่ถูกนำมาเป็นเครื่องประดับนั้นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ประจำชนเผ่าแต่ละกลุ่ม หากเป็นชนเผ่าพื้นเมืองของพระเอก จะเป็นเครื่องประดับที่มีลักษณะเป็นกระดูกสัตว์เพียงอย่างเดียว อันไร้ซึ่งสีสันจากเครื่องเพชรหรือแร่ใดๆ เขี้ยวสัตว์จะนำมาประดับร้อยเรียงกันเป็นสร้อยคอ บางส่วนนำมาเจาะจมูกหรือปากเพื่อแสดงถึงอำนาจอันน่าเกรงขาม

อาวุธของชนเผ่ามายาที่หลากหลายอันสะท้อนให้เห็นความก้าวหน้า
ที่มา https://www.imdb.com/title/tt0472043/mediaviewer/rm566925313

          ในส่วนของชาวมายานั้น กระดูกสัตว์ที่นำมาประดับมักจะมีความหรูหราเพื่อบ่งชี้ว่า พวกเขามีอารยธรรมที่สูงส่งและมีภูมิปัญญาที่โดดเด่นกว่า เครื่องประดับที่สวมใส่นั้นสามารถบ่งบอกถึงชนชั้นของผู้สวมใส่ได้เช่นกัน ชนชั้นสูงมักจะสวมใส่กระดูกสัตว์ไปพร้อมกับการประดับประดาด้วยแร่และเพชรพลอยหลากหลายสีสัน ส่วนชนชั้นล่างนั้นจะประดับด้วยกระดูกสัตว์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากแร่นั้นหายากและมีราคาแพง การแกะสลักยากกว่าเพราะมีความแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังสามารถประดิษฐ์มีด หอก ดาบ และกริชที่ทำมาจากหินออบซิเดียนหรือหินภูเขาไฟ ของมีคมเหล่านี้มักจะถูกใช้ในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ในภาพยนตร์จะมีฉากที่นักบวชตวัดมีดลงบนร่างของผู้ถูกสังเวยเพื่อบูชาเทพเจ้า อันแสดงให้เห็นว่ามีดมิได้ถูกนำมากวัดแกว่งหรือขายตามท้องตลาดโดยทั่วไป

ความเชื่อ

          ชาวมายานั้นมีคติความเชื่อที่หลากหลายอันเกี่ยวเนื่องกับพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาเชื่อว่าเทพเจ้าเปรียบเสมือนผู้มีอำนาจสูงสุดที่ประทานชีวิตและอาหารให้พวกเขา ดังนั้นวิถีชีวิตหรือพิธีกรรมต่างๆ ที่ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจึงถูกเชื่อมโยงกับการบูชาเหล่าทวยเทพทั้งสิ้น เทพเจ้าที่นับถือส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวเนื่องกับแนวคิดเรื่องธรรมชาติและวิถีชีวิตประจำวันทั้งสิ้น เช่น เทพเจ้าแห่งสายฝน เทพเจ้าแห่งสวรรค์ เทพเจ้าแห่งข้าวโพด เทพเจ้าแห่งความตาย

พิธีกรรมบูชายัญอันศักดิ์สิทธิ์

          พิธีบูชายัญถือเป็นพิธีสำคัญของชนเผ่า แม้ภาพยนตร์จะฉายภาพความป่าเถื่อนผ่านการจับกุมชนเผ่าพื้นเมืองที่ชาวมายาต่างคิดว่ามีอารยธรรมต่ำกว่าตนเพื่อมาสังเวยแก่พิธีกรรม ภาพยนตร์นำเสนอชนเผ่ามายาในมุมมองของ “ผู้ร้าย” ของเรื่อง ทั้งการรุกรานอารยธรรมที่ต่ำกว่า ภาพของการเผาทำลายหมู่บ้านที่ดูไร้พิษภัยให้ราบเป็นหน้ากลอง ชนเผ่าพื้นเมืองที่ถูกจับกุมนั้นจะกลายเป็น “เชลย” การรุกรานอารยธรรมที่ต่ำกว่าตนนั้น กระทำโดยการจับกุมชาย หญิงชาวเผ่า และตามมาด้วยการเผาบ้านเรือน การกระทำเช่นนี้ดูเหมือนกับผู้ไร้อารยธรรมทั้งๆ ที่ตนเองอ้างว่าเป็นผู้มีอารยะ ชาวมายาเชื่อว่าการนำมนุษย์มาสังเวยนั้นเป็นเครื่องเซ่นไหว้ชั้นดีสำหรับพิธีกรรม สิ่งที่ผิดแผกกว่าคือ เครื่องเซ่นไหว้มิได้มีเพียงมนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสัตว์ขนาดเล็กอีกด้วย เช่น ตะกวด สุนัข ไก่และหมูป่า ที่สามารถหาได้ตามภูมิประเทศโดยรอบ

ชนเผ่ามายาขณะประกอบพิธีกรรมบูชายัญ  
ที่มา https://moviebastards.com/2018/09/30/review-apocalypto/

         ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ความเลวร้ายนั้นแอบแฝงอยู่ในแทบทุกสังคม แม้ในสังคมที่มีอารยธรรมก็ตาม สิ่งเหล่านั้นปรากฏผ่านพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมายาที่มีความเกี่ยวเนื่องกับเทพเจ้าเป็นสำคัญ เนื่องจากการให้ความเคารพเทพเจ้านั้นเชื่อมโยงเข้ากับความเชื่อพื้นฐานของสังคม การประกอบพิธีกรรมบูชายัญถูกอ้างด้วย “ความศักดิ์สิทธิ์” จะกระทำโดยนักบวช  การบูชายัญต่อเทพเจ้าจะจัดขึ้นในฤดูแล้งซึ่งเปรียบเสมือนงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประจำปี การทำให้เทพเจ้าโปรดปรานมีอยู่หลายวิธี เช่น การอดอาหาร การสำนึกผิดด้วยการกรีดเลือดสังเวย แต่พิธีบูชายัญด้วยมนุษย์ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เทพเจ้าพึงพอใจมากที่สุด

          การสังเวยเทพเจ้าของชาวมายามิได้มีกลวิธีการอันสลับซับซ้อนแต่อย่างใด แต่สะท้อนให้เห็นความเชื่อ โดยเริ่มตั้งแต่การจับกุมนักโทษหรือเชลยมาเรียงแถวเป็นแนวยาว พวกเขาทุกคนจะถูกเปลื้องผ้าออกบางส่วนและเหลือไว้เพียงผ้าฝ้าย ทำให้นึกถึงผ้าเตี่ยวแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นเพราะมีวิธีการนุ่งและการใช้ผ้าคล้ายคลึงกัน ตามมาด้วยการที่หญิงชาวมายากระทำการป้ายสีลงทั่วร่างกาย ได้แก่ สีเขียวหรือสีน้ำเงิน ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งการบูชายัญ อีกทั้งยังเพื่อเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นมนุษย์และวิญญาณ เป็นนัยว่าบุคคลผู้แปดเปื้อนไปด้วยสีสันเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นวิญญาณในภายหน้า ตามมาด้วยการไล่ต้อนพวกเขาขึ้นไปบนยอดสูงสุดของพีระมิด ซึ่งบนยอดหรือที่ประกอบพิธีกรรมนั้นจะเต็มไปด้วยนักบวช กษัตริย์ และบรรดาหัวหน้าขุนศึกที่จับตัวนักโทษหรือเชลยมาสังเวย

เหล่าผู้ถูกสังเวยพวกเขาจะถูกทาตัวด้วยสีน้ำเงินเพื่อเป็นเครื่องบ่งบอกความแตกต่างระหว่างความเป็นมนุษย์และวิญญาณ

          พิธีกรรมนองเลือดเกิดขึ้นหลังจากนี้ เมื่อหัวหน้าขุนศึกกระทำการกรีดเลือดตนเองให้หยดลงสู่พื้นผิวพีระมิดถือเป็นจุดเริ่มต้นของพิธีกรรม ตามมาด้วยการจับผู้ถูกสังเวยขึ้นสู่แท่นทีละคน แม้พวกเขาจะขัดขืนเพียงใดแต่ก็ไร้หนทางสู้ นักบวชเริ่มพึมพำบทสวดไปพร้อมกับการใช้มีดที่ทำมาจากหินภูเขาไฟจามลงไปบริเวณคอ และตามมาด้วยการกรีดลงบนหน้าอกอย่างเลือดเย็น แม้พวกเขาจะกรีดร้องจนสุดเสียง แต่นักบวชก็ไม่ปรานี พิธีกรรมยังคงดำเนินต่อไป ภาพหัวใจของผู้ถูกสังเวยที่ถูกควักออกมาจากทรวงอกพร้อมกับชูขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นนัยว่าพวกเขาได้กระทำการบูชามนุษย์เพื่อสังเวยเทพเจ้าแล้ว ความโหดร้ายสูงสุดที่เกิดจากพิธีกรรมคงหนีไม่พ้นการสังเวยชีวิตทั้งที่พวกเขายังมีลมหายใจอยู่และกระทำจนเข้าสู่ห้วงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

          เมื่อก้าวสู่ในช่วงท้ายของพิธีกรรมนักบวชจะผลักผู้ถูกสังเวยจากยอดพีระมิดกลิ้งสู่พื้นดิน ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ด้านบนจนลงมาสู่ด้านล่าง เพราะด้านล่างของพีระมิดจะเต็มไปด้วยประชาชนชนชั้นล่างที่ต่างโห่ร้องคล้ายจะเอาฤกษ์เอาชัย สีหน้าของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน การตกลงมาสู่พื้นด้วยร่างอันไร้วิญญาณอาจจะดีกว่าการตกลงมาทั้งที่ลมหายใจยังโรยรินอยู่เพราะจะถูกรุมประชาทัณฑ์ด้วยประชาชนชาวมายาผู้อยู่เบื้องล่างที่พร้อมจะช่วยกันคนละไม้คนละมือทำให้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเชลยแห้งเหือดไป ความอำมหิตยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะยังตามมาด้วยการตัดหัวของผู้ถูกสังเวยแล้วนำไปเสียบประจานซึ่งถือเป็นอันจบพิธีกรรมสุดประหลาด

มอง “พิธีกรรมบูชายัญ” ผ่านมุมที่แตกต่าง “ระหว่างอดีตและปัจจุบัน”

          การกระทำอันไร้ซี่งมนุษยธรรมและการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนเช่นนี้ดูเป็นเรื่องผิดแผกหากมองในมุมมองปัจจุบันและคงถูกต่อต้านจากกระแสสังคมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นโลกอินเตอร์เน็ตหรืออาจตามมาด้วยการเรียกร้องของนักสิทธิมนุษยชน แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีตที่ความเชื่อยังคงหยั่งรากลึกในสังคม ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์เพื่อกำหนดวิถีของผู้คน ความป่าเถื่อนเช่นนี้จึงเกิดขึ้นโดยไร้ข้อครหาใดๆ เพราะสิ่งที่พวกเขากระทำมิใช่สิ่งที่ผิด เนื่องด้วยสังคมขณะนั้นถูกครอบงำอยู่ภายใต้ความเชื่อที่เป็นรากฐานการดำเนินชีวิตของผู้คน ซึ่งก็ไม่ผิดอันใด เพราะพวกเขาเองก็กำลังเผชิญหน้ากับความอดอยาก ดังนั้นหากไม่เข่นฆ่าผู้อื่นเพื่อสังเวย ก็จะกลายเป็นพวกเขาที่ถูกเข่นฆ่าด้วยความอดอยากแทน

ท่ามกลางสังคมที่ไร้ซึ่งวิทยาศาสตร์

          ชาวมายาถูกขนานนามว่าเป็นผู้มีอารยธรรมและความก้าวหน้าทางสิ่งประดิษฐ์ เช่น การสร้างพีระมิด ความรู้ด้านดาราศาสตร์ เช่น การคำนวณสุริยุปราคา คณิตศาสตร์ การประดิษฐ์อักษรขึ้นใช้เอง เช่นอักษรภาพและสิ่งประดิษฐ์ที่อำนวยความสะดวกแก่ชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องปั้นดินเผา เครื่องจักรทอผ้า ความก้าวหน้าทางวิทยาการและสถาปัตยกรรมเหล่านี้ แท้จริงแล้วถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเหตุผลทางความเชื่ออย่างการบูชาเทพเจ้าในพิธีกรรมบูชายัญมากกว่า หรืออาจกล่าวโดยสรุปอย่างง่ายได้ว่า แม้ชาวมายามีความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเพียงเท่าใด แต่ความเชื่อยังคงหยั่งรากลึกอยู่ท่ามกลางอาณาจักรแห่งนี้เสมอมา

มิติทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์

          จุดเด่นของภาพยนตร์อีกจุดหนึ่ง คือ การนำเสนอแนวคิดหรือปัจจัยอันนำไปสู่การล่มสลายของอาณาจักรแบบปลายเปิดเพื่อให้ผู้ชมได้คิดต่อยอดตามทัศนะของตนว่า ท้ายที่สุดแล้วการล่มสลายของอารยธรรมมายาเป็นเพราะเหตุใดกันแน่ ด้วยฉากกองทัพเรือสเปนเข้าเทียบท่าที่ชายฝั่ง ประสมกับการดำเนินเรื่องตั้งแต่ช่วงต้นในการนำเสนอปัญหาภัยแล้ง แนวคิดเหล่านี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงของเหล่านักวิชาการที่ดำเนินมาถึงปัจจุบันเช่นกันว่า ท้ายที่สุดแล้วอารยธรรมมายาล่มสลายลงเพราะเหตุใด แนวคิดที่เป็นที่ถกเถียง มีดังนี้

          แนวคิดที่ 1 : ความแห้งแล้งและภัยพิบัติ

          ในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 15 ได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นในอาณาจักรมายา ในขณะที่ความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในจุดสูงสุด อารยธรรมกลับประสบกับสภาวะใกล้ล่มสลาย อันเนื่องมาจากภัยพิบัติ  ซิลเวนัส มอร์ลีย์ นักมายันวิทยาและทีมงานของเขามีข้อสังเกตว่า สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากผลผลิตการเกษตรหมดลง ทรัพยากรบนพื้นดินถูกทำลาย ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์หรือผลิตอาหารได้อย่างเพียงพอ เพื่อรองรับการขยายตัวของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการทำลายธรรมชาติอย่างการเผาป่าเพื่อปรับพื้นที่สำหรับเพาะปลูกข้าวสาลี ค่อยๆ เปลี่ยนสภาพป่าดั้งเดิมไปสู่ทุ่งหญ้าอันขาวโพลน ผลที่ตามมาคือความอุดมสมบูรณ์เลือนหายไป ถูกทดแทนด้วยความหิวโหยและความแห้งแล้ง

          พวกเขาขุดพบหลักฐานจากเมืองเอล-มิราดอร์ อันเป็นนครสำคัญของชาวมายาว่า ได้มีการโค่นป่าผืนใหญ่ลงจนโล่งเตียน ผลที่ตามมาคือ เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนน้ำก็ชะล้างหน้าดินให้ตื้นเขิน เมื่อไร้ซึ่งที่กักเก็บน้ำในฤดูแล้งแล้ว จึงทำให้ชาวมายาที่พึ่งพาเกษตรกรรมและการเพาะปลูกเป็นหลักนั้น ขาดแคลนน้ำที่จะนำมาใช้ในการเกษตรกรรม โดยเฉพาะข้าวโพดที่เป็นอาหารหลักของพวกเขาก็ไม่สามารถงอกงามออกมาได้ ดังนั้นจึงอาจเรียกได้ว่า การล่มสลายที่เกิดมาจากการทำลายด้วยน้ำมือพวกเขาเอง

          แนวคิดที่ 2 : การรุกรานของสเปน

ภาพ กองทัพเรือสเปนขณะกำลังแล่นสู่ชายฝั่งของชนเผ่ามายา
ที่มา https://www.imdb.com/title/tt0472043/mediaviewer/rm1925814273

           ในช่วงท้ายของภาพยนตร์ มีฉากการมาถึงกองเรือสเปนอีกหนึ่งปัจจัยการล่มสลายของอารยธรรมชนเผ่ามายา  ภาพของเรือที่กำลังแล่นเข้าเทียบท่าชายฝั่งแสดงให้เห็นถึงการเข้าสู่ห้วงสุดท้ายของอารยธรรม ภาพยนตร์นับว่ามีความฉลาดในการนำเสนอประเด็นนี้อย่างมาก เพราะยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าการรุกรานของสเปนนั้นนำมาซึ่งการล่มสลายจริงหรือไม่

แม้ภาพยนตร์จะไม่ได้ระบุมาว่าพวกเขาคือใคร แต่ก็สามารถคาดคะเนได้ว่าพวกเขาคือชาวสเปนที่มารุกราน
ที่มา https://www.imdb.com/title/tt0472043/mediaviewer/rm1925814273

          ชาวสเปนออกเดินทางแล่นเรือภายใต้การนำของ เปโดร เดอ อัลวา การเข้าครอบครองของสเปนอย่างบ้าเลือดและหิวกระหายเช่นนี้ เริ่มขึ้นในปี 1532 สเปนทำการบุกบริเวณชายฝั่งเม็กซิโก การปราบปรามเป็นไปอย่างยากลำบากแต่ไม่สามารถยึดครองอาณาจักรมายาได้ เนื่องมาจากการตอบโต้ของชาวมายาเอง โดยเฉพาะการปราบปรามบริเวณยูคาทาน ดินแดนแห่งนี้คือ ดินแดนอันสมบูรณ์ของชาวมายามาตั้งแต่ดั้งเดิม ว่ากันว่าการปราบปรามที่ยูคาทานกินระยะเวลานานถึง 20 ปี สาเหตุที่ใช้เวลานานขนาดนี้เป็นเพราะการช่วยเหลือของ “เกเรโร” ชายผู้เคยเป็นกะลาสีเรือชาวสเปนมาก่อนและได้ไปอาศัยอยู่กับชาวมายา เขาได้นำเทคโนโลยีจากตะวันตกไปเผยแพร่ให้กับชาวมายา จนทำให้ชาวมายาสามารถต่อกรกับสเปนได้อย่างแข็งกล้า แต่เมื่อเขาเสียชีวิตลง ชาวมายาเปรียบเสมือนไร้ซึ่งผู้นำ เกิดความแตกแยกจากภายในขึ้นนำไปสู่การพ่ายแพ้และล่มสลายในที่สุด

          แนวคิดที่ 3 : โรคระบาด

          อีกหนึ่งแนวคิดเกี่ยวกับการล่มสลายของอาณาจักรมายา มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับ “เชื้อโรค” เนื่องด้วยการมาถึงของสเปน นำเชื้อโรคแบบใหม่ที่ชาวมายาไม่มีภูมิต้านทานที่ป้องกันเชื้อโรคจากต่างแดนเช่นนี้ได้ ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้อาจมาจากสัตว์เลี้ยงที่ชาวสเปนนำมาพร้อมการเดินทาง จึงอาจทำให้เกิดการระบาดทำให้ผู้คนล่มตายเป็นจำนวนมาก นำไปสู่การล่มสลายของอารยธรรมในที่สุด

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

          คำว่า “Apocalypto” ที่ภาพยนตร์ใช้เป็นชื่อเรื่องเป็นคำในภาษากรีกมีความหมายว่า  เปิดเผย, เปิดโปง,  ผู้กำกับเมล กิบสัน ตั้งชื่อเรื่องนี้ โดยให้เหตุผลว่า ต้องการให้อารมณ์หลักของเรื่องเป็นการเปิดเผยให้เห็นความกลัวเบื้องลึกในจิตใจของมนุษย์ Apocalypto ยังตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “Apocalypse” แต่เนื่องจากคำนี้ปรากฏในคัมภีร์ไบเบิลที่ใช้เพื่ออธิบายถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันสิ้นโลก ทั้งแผ่นดินและท้องฟ้าอันตรธานหายไป คนบาปถูกโยนลงในนรก คำว่า Apocalypse จึงถูกนำมาตีความให้หมายถึง “วันสิ้นโลก” ทั้งนี้ คำนี้มิได้ถูกใช้เพื่อหมายถึงวันสิ้นโลกตามความเชื่อทางศาสนาเท่านั้น แต่อาจหมายถึงการล่มสลายของโลกเพราะสาเหตุปัจจัยอื่นด้วย เช่น นิวเคลียร์ทำลายล้าง อาจเรียกว่า A Nuclear Apocalypse ซึ่งภาพยนตร์หลายเรื่องก็มักนำเหตุการณ์หลังวันสิ้นโลกมาใช้เป็นโครงหลัก

          มีข้อสังเกตที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยว่า การที่ภาพยนตร์เลือกใช้คำว่า “Apocalypto” เป็นชื่อเรื่องของภาพยนตร์ อาจเพราะต้องการสื่อถึงการมาของสเปนในช่วงท้ายของภาพยนตร์ที่นำมาซึ่งการล่มสลายของอารยธรรมมายา หรืออาจหมายถึงการล่มสลายของอารยธรรมมายาที่เป็นผลพวงจากเงื้อมมือของพวกเขาเอง การนำเสนอเช่นนี้ทำให้ผู้ชมเห็นวิวัฒนาการจุดเริ่มต้นที่ดำเนินไปถึงจุดจบของอารยธรรมมายา

 

เรื่อง : ปภาวี บัวชาบาล
พิสูจน์อักษร : ปยุต ถิระสาโรช

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด


เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและ...

11 ส.ค. 2563
“อันน

เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและ...

13 ส.ค. 2563

ประกาศขายทอดตลาด...

20 ก.ค. 2563