ข่าว หน้าแรก เกี่ยวกับเรา อาคารสถานที่ การประกันคุณภาพ วิชาการและวิจัย ติดต่อเรา

เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและสังคมเมโสอเมริกา ผ่านมุมมองภาพยนตร์ เรื่อง Apocalypto ปิดตำนานอารยชน

29 ก.ค. 2563





“ความโหดร้ายและความป่าเถื่อนอันบั่นทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์” นับเป็นสิ่งเลวร้ายที่แอบแฝงอยู่ในแทบทุกสังคม “ชนเผ่ามายาอีกหนึ่งแหล่งอายธรรมอันแสนศิวิไลซ์” เป็นชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ความดำมืดของจิตใจมนุษย์ถูกฉาบไว้ด้วยภาพลักษณ์อันเจริญก้าวหน้า การอ้างสิทธิความก้าวหน้าอันนำไปสู่การรุกรานอายธรรมที่ต่ำกว่าเพื่อให้ตนยังคงดำรงอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่ต่อไป ความผิดแผกเช่นนี้เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริงในโฉมหน้าประวัติศาสตร์ชั่วขณะหนึ่ง

          ภาพยนตร์ Apocalypto หรือ ปิดตำนานอารยชน ที่ออกฉายในปี 2006 เนื้อหากล่าวถึงเรื่องราวของชนเผ่าผู้มีอารยธรรมสูงส่งอย่าง “ชาวมายา” และชนเผ่าที่ด้อยอารยธรรมกว่าอย่าง ”ชนเผ่าพื้นเมือง” ภาพยนตร์เล่าเรื่องผ่านมุมมองของ “จากัวร์ พอว์” ชายหนุ่มชนพื้นเมือง ขณะที่เขาและผู้คนในชนเผ่ากำลังเก็บของป่าล่าสัตว์อยู่นั้น เขาได้รับคำเตือนจากคนเผ่าอื่นขณะที่กำลังหลบหนีบางสิ่งบางอย่างด้วยความหวาดกลัว รุ่งเช้าวันต่อมาความหวาดกลัวเหล่านั้นก็มาเยือนพวกเขา ด้วยการมาถึงของชนเผ่า “มายา” ที่จับตัวพวกเขาเพื่อไปทำ “พิธีบูชายัญ” การเอาชีวิตรอดท่ามกลางความป่าเถื่อนและความโหดร้ายจากผู้มีอารยธรรมสูงส่งจึงบังเกิดขึ้น

          ภาพยนตร์มาพร้อมกับจุดเด่นในทุกองค์ประกอบของเรื่อง ทั้งการดำเนินเรื่องที่แฝงข้อคิดและคติทางความเชื่อพร้อมกับพาผู้ชมดิ่งไปกับห้วงเวลาแห่งความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างสมจริง รวมไปถึงโทนของภาพที่ให้ความรู้สึกอึดอัด จนผู้ชมรู้สึกราวกับว่าตนเองถูกจับไปประกอบพิธีกรรมบูชายัญเสียเอง การคัดเลือกนักแสดง เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ไม่ว่าจะเป็นนักวิจารณ์หรือผู้ชมต่างมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า “สมจริง” ด้วยการเลือกนักแสดงที่ใบหน้าดูมีเอกลักษณ์แบบดั้งเดิม ประกอบกับ “การให้นักแสดงพูดภาษามายันทั้งเรื่อง” ช่วยสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับภาพยนตร์อยู่ไม่น้อย อีกทั้งการออกแบบฉากหรือสถานที่อย่างพีระมิด ได้อย่างสุดวิจิตรอลังการทำให้ผู้ชมรู้สึกตราตรึงกับผลงานการสร้างที่ดูใส่ใจในรายละเอียดเช่นนี้ ที่นำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองของตัวเอกที่เป็นชนเผ่าผู้ถูกรุกราน มิได้เล่าผ่านชนเผ่าที่ผู้คนต่างก็รู้จักในนาม “มายา” นั้น ก็นับเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของภาพยนตร์ที่ยิ่งสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการอย่างท่วมท้น

อารยธรรมชนเผ่ามายาบ่อเกิดอารยธรรมโลก

          อาณาจักรมายาอีกหนึ่งแหล่งอารยธรรมแรกเริ่มของโลก มีจุดกำเนิดมาจากชาวพื้นเมืองที่อพยพเข้ามาสู่อเมริกากลางและอเมริกาใต้ พวกเขาได้สร้างอารยธรรมของตนเอง โดยบริเวณนั้นเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมที่สำคัญแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอารยธรรมสำคัญของโลก อันได้แก่ อารยธรรมมายา อารยธรรมแอชเท็ค บริเวณประเทศเม็กซิโกและอารยธรรมอินคา คือบริเวณประเทศเปรูในปัจจุบัน โดยฉากเบื้องหลังของภาพยนตร์ Apocalypto คือการกล่าวถึงยุคอารยธรรมมายา ในพื้นที่บริเวณตอนใต้ของเม็กซิโกในปัจจุบัน ก่อนที่จะเสื่อมสลายด้วยตนเองและการรุกรานจากสเปน

          ชนเผ่าพื้นเมืองผู้อาศัยโดยรอบอาณาจักรมายา

 

 

 

 

 

ชนเผ่าพื้นเมืองขณะกำลังเก็บของป่าล่าสัตว์

 

ด้วยการนำเสนอของภาพยนตร์ที่ชูให้ชนเผ่าพื้นเมืองเป็นตัวละครหลัก ผ่านการนำเสนอประเด็นที่หลากหลาย “ชนเผ่าพื้นเมือง” ผ่านบทภาพยนตร์ที่ถูกเขียนให้เป็น “ตัวละครหลัก” ผู้ถูกรุกรานจากผู้มีอารยธรรมที่สูงส่งกว่าอย่าง “ชนเผ่ามายา” พวกเขาถูกยัดเยียดบทให้ดูเป็น “ผู้ร้าย” เป็นการนำเสนอที่แปลกใหม่ เพราะโดยปกติทั่วไปแล้ว ภาพของสังคมมายาที่ถูกสร้างผ่านการนำเสนอของประวัติศาสตร์ พวกเขาคือ ผู้มีศิวิไลซ์ ผู้มีอารยธรรมที่ก้าวหน้า ดังนั้นการเลือกที่จะนำเสนอ ความโหดร้ายและป่าเถื่อนเช่นนี้ จึงถือว่าเป็นประเด็นที่สดใหม่และแฝงไว้ด้วยความจริง

          ชนเผ่าพื้นเมือง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร พวกเขาอาศัยอยู่ในกระท่อมที่สร้างจากต้นไผ่แบบง่ายๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ด้วยการเก็บของป่าล่าสัตว์ ครอบครัวมีขนาดเล็กอาศัยท่ามกลางสังคมชนเผ่าที่แน่นแฟ้นไว้ด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวที่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความเคารพ กิจกรรมในช่วงเย็นสร้างสีสันให้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นมาผ่าน “กิจกรรมเล่านิทานรอบกองไฟ” การนั่งฟังผู้เฒ่าเล่านิทานรอบกองไฟเรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมประจำเผ่า ในช่วงพลบค่ำยังมีกิจกรรมเต้นรำรอบกองไฟอย่างสนุกสนานครื้นเครง ซึ่งการนำเสนอเช่นนี้มาในรูปแบบของ “คู่ตรงข้าม” กับชนเผ่ามายาแทบทั้งสิ้น คล้ายกับจะเปรียบเปรยว่าความมีอารยะของพวกเขานั้นมาในรูปแบบที่ต่างกัน

            สภาพสังคมของชนเผ่ามายา

          หากจะกล่าวถึงสังคมชาวมายา เมื่อมองเพียงผิวเผินพวกเขาก็ไม่ต่างจากผู้มีอารยธรรมทั่วไป ภายในสังคมนั้นถูกกำหนดโดยการแบ่งชนชั้นเช่นเดียวกับภาพที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์ อาณาจักรมายาปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ที่เรียกว่า “คูฮุลอะฮอว์” ยังมีความหมายว่า “ระบบเทวราชา” ภายใต้การปกครองระบอบนี้ฐานะทางสังคมถูกแบ่งเป็น 5 ชนชั้น ได้แก่ กษัตริย์ นักบวช พ่อค้า เกษตรกรและทาสที่เป็นชนชั้นล่างสุดของห่วงโซ่แห่งนี้ ภาพของเหล่าชนชั้นสูงที่ถูกแบกหามโดยเหล่าทาสอันสะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำระหว่างฐานะทางสังคม ที่คล้ายกับสังคมในปัจจุบันที่แทบไม่แปรเปลี่ยนไปจากอดีตนัก เพียงแค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการแบกหามมาสู่ความเหลื่อมล้ำทางฐานะแทน เหล่านักบวชเปรียบเสมือนบุคคลผู้อ้างความหวาดกลัวเพื่อสร้างศรัทธาอันแรงกล้าแก่ฐานันดรตนเอง พวกเขาคือชนชั้นที่อยู่สูงรองลงมาจากกษัตริย์และมีความรู้หลากหลายแขนงโดยเฉพาะดาราศาสตร์

          ความแตกต่างทางสังคมเช่นนี้สามารถแบ่งแยกได้ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์หรืออาจรวมถึงเครื่องประดับภายนอก เหล่าชนชั้นสูงมักจะสวมเครื่องประดับจำพวกขนนก ยิ่งขนนกมีขนาดใหญ่มากเท่าใดแสดงถึงอำนาจที่มีในมือมากเท่านั้น รวมไปถึงการเจาะจมูกหรือใบหู เพื่อเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะทางสังคมและสร้างความยำเกรงในทางเดียวกัน

          เกษตรกรรมและความแห้งแล้ง

 

 

 

 

 

 

ความแห้งแล้งที่กัดกร่อนทุ่งข้าวโพดจนขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา

ที่มา https://www.imdb.com/title/tt0472043/mediaviewer/rm3016333313

 

ชนเผ่ามายาดำรงชีพด้วยการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะการเพาะปลูกข้าวโพดเป็นหลัก ความสำคัญของข้าวโพดถูกถ่ายทอดผ่านความเชื่อเรื่องเทพเจ้าแห่งข้าวโพด เนื่องจากชาวมายานั้นมีความเชื่อว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาจากแป้งข้าวโพด และสีสันของข้าวโพดที่ดูหลากหลายคล้ายกับเส้นเลือดของมนุษย์นั้นยังเป็นอีกสีหนึ่งของข้าวโพดประเภทหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นพิธีกรรมบูชายัญที่อาศัยสีแดงของเลือด จึงเป็นสิ่งตอบแทนพระองค์ด้วยการสังเวยพระองค์ด้วยเลือดของมนุษย์

          ฉากของภาพยนตร์ซึ่งสะท้อน “ความแห้งแล้งที่กัดกร่อนทุ่งข้าวโพดจนขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา” มิใช่เพียงเท่านั้น ความอดอยากยังแผ่ขยายไปยังพื้นที่โดยรอบ ภาพของชาวมายาชนชั้นล่างของสังคมที่ดูสิ้นเนื้อประดาตัว ความอดอยากอันเนื่องมาจากการไร้ซึ่งทรัพยากรทั้งน้ำที่แห้งเหือดและอาหารเหล่านี้นำมาซึ่งปัญหาสังคม ภาพของการลักเล็กขโมยน้อยหรือปัญหาอาชญากรรมแผ่ขยายไปทั่วทุกพื้นที่ ปัจจัยความทุกข์ยากเหล่านี้จึงก่อให้เกิดพิธีกรรมบูชายัญ

          เนื่องด้วยสังคมดำรงชีพด้วยการเพาะปลูกเป็นหลัก ทำให้สังคมมีความเป็นชนบทอยู่สูง ภาพชาวมายาอาศัยกันอย่างกระจุกตัวในเมืองใหญ่ ภายในเมืองเต็มไปด้วยสถานที่ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์และสถานที่พบปะผู้คน ได้แก่ พีระมิด ตลาดและบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายกันอย่างเบียดเสียด

ความรุ่งโรจน์ทางวัฒนธรรมและศิลปะของอารยธรรมมายา

          สถาปัตยกรรม : พีระมิด

 

 

 

 

 

ขณะชนเผ่ามายากำลังจับชนพื้นเมืองขึ้นสู่แท่นพีระมิดเพื่อทำการบูชายัญ

 

สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่สุดของชาวมายา คือ “พีระมิด” การสร้างพีระมิดของชาวมายานั้นคล้ายคลึงกับพีระมิดของอียิปต์ พีระมิดของชาวมายาจะมีความสูงเพียง 150 ฟุต บนยอดจะมีลักษณะเป็นขั้นบันได ที่จุดสูงสุดจะแบนราบแตกต่างไปจากของอียิปต์ที่มีปลายแหลมเพื่อใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรม ทั้งนี้ผู้ที่ขึ้นไปประกอบพิธีกรรมบนยอดนั้นมีเพียงนักบวชและกษัตริย์เท่านั้น อีกทั้งยังประกอบไปด้วยบันไดทางขึ้นจำนวน 4 ด้าน ด้านละ 91 ขั้น รวมกับยกพื้นที่ฐานของพีระมิดอีกนับรวมได้ 365 ขั้นเปรียบเสมือนจำนวนวันที่ครบรอบหนึ่งปี ตามปฏิทินสุริยคติของชาวมายา หนึ่งปีของชาวมายามี 13 เดือนและฤดูกาลอีก 4 ฤดู จำนวนขั้นบันไดนั้นมิได้ถูกสร้างมาเพื่อบ่งบอกจำนวนวันเพียงเท่านั้น แต่ยังแฝงไว้ด้วยความโหดร้ายที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสังเวยนักโทษให้แก่เทพเจ้า จำนวนการสร้างขั้นบันไดที่สูงนั้นคล้ายกับเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางไปสู่ดินแดนของเหล่าทวยเทพ แต่ในทางกลับกันก็แฝงไว้ด้วยหนทางจากสวรรค์ลงมาสู่นรกเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

เหล่าเชลยศึกหรือทาสขณะกำลังเผาฟืนเพื่อให้ได้ปูนขาวแล้วนำไปฉาบบริเวณสถาปัตกรรมศักดิ์สิทธิ์

ที่มา https://www.imdb.com/title/tt0472043/mediaviewer/rm1734480128

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพิเศษของสถาปัตยกรรม ทั้งการจัดวางและพื้นที่อันทำให้ทราบว่า พวกเขามีความรู้และความสามารถทางสถาปัตยกรรมอย่างดี สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ทำมาจากหิน สร้างเป็นชั้นลดหลั่นลงมา แม้แต่กรรมวิธีการสร้างก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น กล่าวคือ ชนชั้นล่างสุดของสังคมอย่างทาสหรือเหล่าเชลย ต่างแบกหามหินรวมไปถึงปูนขาวเพื่อก่อสร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ แต่สิ่งที่สร้างความแปลกใจมากกว่านั้น คือ “การใช้ปูนขาว” พวกเขานิยมนำปูนขาวมาฉาบด้านนอกของสถาปัตยกรรมเหล่านั้นก่อนที่จะทาสีให้เป็นสีแดงเพื่อสื่อถึงสีของเลือดตามคติความเชื่อ การสร้างปูนขาวมีกรรมวิธีแสนยากเข็ญ เพราะพวกเขาจะต้องเผาหินปูนด้วยฟืนจำนวนมาก ที่ได้มาจากตัดต้นไม้และเผาป่า อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การล่มสลายของอาณาจักรมายาด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง

ยุคทองของอาณาจักรมายา

          อาณาจักรมายานับเป็นอีกหนึ่งจักรวรรดิที่อยู่ในจุดที่เรียกว่ารุ่งเรืองสูงสุดในด้านวิวัฒนาการ ความก้าวหน้าของอาณาจักรนั้นมิได้กระจุกตัวแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่แผ่ขยายอย่างครอบคลุมในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางสถาปัตยกรรม ปฏิทิน ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ความก้าวหน้าเช่นนี้จึงทำให้ชาวมายาทะนงตนว่าพวกเขาคือ ผู้มีอารยธรรมสูงส่ง

          ความสามารถทางดาราศาสตร์

 

 

 

 

 

ปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่ปรากฏขณะที่ชาวมายากำลังทำพิธีกรรมบูชายัญ

ที่มา https://www.imdb.com/title/tt0472043/mediaviewer/rm3162916608

 

อีกหนึ่งความก้าวหน้าสูงสุดของอารยธรรมมายา คือ ปฏิทินที่คำนวณวันได้อย่างแม่นยำ นอกจากนั้นชาวมายายังมีความสามารถทางดาราศาสตร์จนสามารถทำนายเวลาการเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาได้ล่วงหน้าเป็นเวลานาน มีการฉากของความก้าวหน้าของอาณาจักรผ่านภาพยนตร์เช่นกัน ดังในฉากบูชายัญที่นักบวชยืนอยู่บนแท่นสูงสุดของปะรำพิธี ขณะนั้นการสังเวยชีวิตยังคงดำเนินอยู่นั้น ภาพได้ตัดไปฉากที่ประชาชนทุกคนแหงนมองขึ้นดูท้องฟ้า ภาพปรากฏการณ์สุริยุปราคาก็บังเกิดขึ้นให้ประจักษ์โดยทั่วกัน อันเป็นผลมาจากการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาของชาวเหล่านักบวชชาวมายา การเกิดขึ้นเช่นนี้นำมาซึ่งการจบลงของพิธีกรรม เพราะพิธีกรรมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบูชาเทพเจ้า ดังนั้นจึงเปรียบเสมือนนัยยะว่าพระเจ้าได้รับสารหรือเครื่องสังเวยที่พวกเขาได้ส่งมอบไปแล้ว

          เครื่องดนตรีประจำชนเผ่า

          ภาพยนตร์ฉายภาพเครื่องดนตรีอย่าง “กลอง” ถึง 2 ฉากด้วยกัน โดยเล่าผ่านมุมมองชนเผ่าพื้นเมืองและชนเผ่ามายา เป็นการนำเสนอประเด็นที่ครอบคลุมอยู่ไม่น้อยเพราะทำให้ทราบว่าเครื่องดนตรีที่เป็นหนึ่งในภูมิปัญญานั้นปรากฏอยู่ครอบคลุม ทั้งในผู้ที่ถูกกล่าวว่ามีอารยธรรมสูงส่งและผู้มีอารยธรรมต่ำกว่า

          กลองของอารยธรรมมายา ปรากฏอยู่ 2 รูปแบบ รูปแบบที่หนึ่ง คือ กลองที่ทำมาจากลำต้นของต้นไม้ โดยใช้วิธีคว้านเนื้อไม้ช่วงกลางลำต้นออกแล้วจึงมาขัดให้เรียบเนียน ตามมาด้วยส่วนของผิวกลองที่มักทำมาจากหนังสัตว์โดยเฉพาะหนังวัวและควาย และทำการยึดด้วยเชือกที่ใช้วิธีการผูกตรึงหรือใช้วิธีการพันรอบบริเวณหนังกลอง แล้วลงด้วยยางไม้ที่ทำมาจากธรรมชาติ ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายกับกาวในปัจจุบัน ส่วนกรรมวิธีสุดท้ายคือการแกะสลักภาพสัญลักษณ์ตามความเชื่อลงบนหนังของกลอง ถือเป็นอันเสร็จสมบูรณ์ของกรรมวิธีการผลิต ในส่วนของกลองรูปแบบที่สอง มีกรรมวิธีที่ตรงตามกลองรูปแบบที่หนึ่งทุกประการ แต่จะต่างกันเพียงเนื้อกลองทำมาจากดินเหนียว แล้วนำมาผ่านกระบวนปั้นขึ้นรูปเพื่อให้ได้ตามขนาดที่พอเหมาะ จะเห็นได้ว่ากรรมวิธีการผลิตหรือส่วนประกอบของกลองต่างๆ นั้น ผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติทั้งสิ้น

 

 

 

 

 

กิจกรรมเล่านิทานรอบกองไฟประจำชนเผ่า

ที่มา https://www.imdb.com/title/tt0472043/mediaviewer/rm1103665153

 

“ภาพยนตร์นำเสนอในมุมมองของคู่ตรงข้ามอารยธรรม” เครื่องดนตรีประจำชนเผ่าพื้นเมืองถูกใช้เพื่อบรรเลงผ่าน “กิจกรรมเล่านิทานรอบกองไฟ”  ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำชนเผ่า กิจกรรมเริ่มด้วยการเล่นนิทานโดยผู้เฒ่าประจำเผ่า เนื้อหาของนิทานว่าด้วยตำนานปรัมปรา เล่าด้วยเนื้อหาที่กระชับ สีหน้าของผู้ที่อยู่รอบกองไฟเต็มไปด้วยความตั้งใจ ความสนุกสนานถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครในช่วงท้ายของกิจกรรม เพราะเป็นการเต้นรำที่แฝงเอาไว้ด้วยจิตวิญญาณของพวกเขาผ่านท่าทางที่ร่ายรำที่ดูเรียบง่าย       แสดงถึงความรู้สึกปลดปล่อย

          ในส่วนของชนเผ่ามายาผู้มีอารยธรรมสูงส่ง พวกเขามีการใช้กลองเพื่อบรรเลงในพิธีกรรมของตนเองเช่นกัน กลองเปรียบเสมือนเครื่องเสริมสร้างความสนุกสนานแก่ปะรำพิธีหลังจากพิธีกรรมบูชายัญเสร็จสิ้นลง ไม้กลองถูกหวดลงบนกลองอย่างครื้นเครงตามจังหวะ ในส่วนนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง 2 ฟากอารยธรรมอย่างชัดเจน โดยอารยธรรมหนึ่งใช้กลองเพื่อสร้างความสนุกสนานแก่ส่วนรวม ส่วนอีกอารยธรรมใช้กลองเพื่อความสนุกสนานของตน

          ภูมิปัญญาการทอผ้า

 

 

 

 

 

หญิงสาวชาวมายาขณะกำลังทอผ้า

 

ภาพยนตร์นำเสนอภูมิปัญญาของชาวมายาผ่านภาพของหญิงสาวกลุ่มหนึ่งที่กำลังทอผ้าด้วยเครื่องจักร ภาพของเครื่องจักรที่นำเสนอนี้ดูไม่ผิดแผกไปจากเครื่องทอผ้าพื้นบ้านที่เรารับรู้กันมากนัก สะท้อนให้เห็นว่าชาวมายามีวิวัฒนาการทางภูมิปัญญาอันสูงส่งมาครั้นแต่ในอดีตแล้ว นักโบราณคดีต่างสรุปว่า ชาวมายาผลิตสิ่งทอ ด้วยผ้าฝ้ายที่มีคุณภาพสูง เนื้อของผ้าถูกตกแต่งด้วยสีย้อม สีที่นำมาย้อมผ้ามาจากธรรมชาติเนื่องด้วยภูมิศาสตร์โดยรอบเป็นป่าเขาพงไพร

          เครื่องประดับและอาวุธ

 

 

 

 

 

 

เหล่าบุรุษและสตรีชนชั้นสูงของชนเผ่ามายา ซ้ายสุดคือกษัตริย์ กลางคือพระมเหสี และขวาสุดคือนักบวช

ที่มา https://www.pinterest.es/pin/570198002798763023/

 

เครื่องประดับสุดวิจิตรอลังการเปรียบเสมือนเครื่องบ่งบอกฐานะของผู้ที่สวมใส่ มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยว่าชาวมายาผู้มีอารยธรรมชำนาญด้านการตกแต่งอัญมณี จำพวกทองคำ เพชร กระดูกสัตว์เปลือกหอยและหินอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกสัตว์ พวกเขามีความชำนาญด้านงานแกะสลักอันประณีตและแฝงไว้ด้วยความละเอียดอ่อน ผู้ชมจะเห็นในหลายฉากว่า กระดูกสัตว์ถูกนำมาเป็นเครื่องประดับนั้นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ประจำชนเผ่าแต่ละกลุ่ม หากเป็นชนเผ่าพื้นเมืองของพระเอก จะเป็นเครื่องประดับที่มีลักษณะเป็นกระดูกสัตว์เพียงอย่างเดียว อันไร้ซึ่งสีสันจากเครื่องเพชรหรือแร่ใดๆ เขี้ยวสัตว์จะนำมาประดับร้อยเรียงกันเป็นสร้อยคอ บางส่วนนำมาเจาะจมูกหรือปากเพื่อแสดงถึงอำนาจอันน่าเกรงขาม

 

 

 

 

 

อาวุธของชนเผ่ามายาที่หลากหลายอันสะท้อนให้เห็นความก้าวหน้า

ที่มา https://www.imdb.com/title/tt0472043/mediaviewer/rm566925313

 

ในส่วนของชาวมายานั้น กระดูกสัตว์ที่นำมาประดับมักจะมีความหรูหราเพื่อบ่งชี้ว่า พวกเขามีอารยธรรมที่สูงส่งและมีภูมิปัญญาที่โดดเด่นกว่า เครื่องประดับที่สวมใส่นั้นสามารถบ่งบอกถึงชนชั้นของผู้สวมใส่ได้เช่นกัน ชนชั้นสูงมักจะสวมใส่กระดูกสัตว์ไปพร้อมกับการประดับประดาด้วยแร่และเพชรพลอยหลากหลายสีสัน ส่วนชนชั้นล่างนั้นจะประดับด้วยกระดูกสัตว์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากแร่มีราคาแพง หายากและการแกะสลักยากกว่าเพราะมีความแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังสามารถประดิษฐ์มีด หอก ดาบ และกริชที่ทำมาจากหินออบซิเดียนหรืออาจรวมไปถึงหินภูเขาไฟ ซึ่งของมีคมเหล่านี้มักจะถูกใช้ในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์เพียงเท่านั้น ดังที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์เช่นกันที่ผู้ชมจะเห็น ฉากที่นักบวชตวัดมีดลงบนร่างของผู้ถูกสังเวยเพื่อบูชาเทพเจ้า อันแสดงให้เห็นว่ามีดมิได้ถูกนำมาตวัดกวัดแกว่งหรือขายตามท้องตลาดโดยทั่วไป

ความเชื่อ

          ชาวมายานั้นมีคติความเชื่อที่หลากหลายอันเกี่ยวเนื่องกับพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาเชื่อว่าเทพเจ้าเปรียบเสมือนผู้มีอำนาจสูงสุดที่ประทานชีวิตและอาหารให้พวกเขา ดังนั้นวิถีชีวิตหรือพิธีกรรมต่างๆ ที่ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจึงถูกเชื่อมโยงกับการบูชาเหล่าทวยเทพทั้งสิ้น เทพเจ้าที่นับถือส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวเนื่องกับแนวคิดเรื่องธรรมชาติและวิถีชีวิตประจำวันทั้งสิ้น เช่น เทพเจ้าแห่งสายฝน เทพเจ้าแห่งสวรรค์ เทพเจ้าแห่งข้าวโพด เทพเจ้าแห่งความตาย

            พิธีกรรมบูชายัญ

          เมื่ออารยธรรมที่สูงส่งกว่ารุกรานอารยธรรมที่ต่ำกว่าตน

          พิธีบูชายัญถือเป็นพิธีสำคัญของชนเผ่า แม้ภาพยนตร์จะฉายภาพความป่าเถื่อนผ่านการจับกุมชนเผ่าพื้นเมืองที่ชาวมายาต่างคิดว่ามีอารยธรรมต่ำกว่าตนเพื่อมาสังเวยแก่พิธีกรรม ภาพยนตร์นำเสนอชนเผ่ามายาในมุมมองของ “ผู้ร้าย” ของเรื่อง ทั้งการรุกรานอารยธรรมที่ต่ำกว่า ภาพของการเผาทำลายหมู่บ้านที่ดูไร้พิษภัยให้ราบเป็นหน้ากลอง กรณีการจับกุมชนเผ่าพื้นเมืองมานั้นพวกเขาจะถูกเรียกว่า “เชลย” การรุกรานอารยธรรมที่ต่ำกว่าตนนั้น กระทำโดยการจับกุมชาย หญิงชาวเผ่า และตามมาด้วยการแผดเผาทั่วอาคารบ้านเรือน การกระทำเช่นนี้ดูเยี่ยงกับผู้ไร้อารยธรรมที่อ้างว่าตนเองเป็นผู้มีอารยะ เพราะการนำมนุษย์มาสังเวยนั้นพวกเขาเปรียบเสมือนเครื่องเซ่นไหว้ชั้นดีสำหรับพิธีกรรม แต่มีสิ่งที่ผิดแผกเสียยิ่งกว่านั้นคือ เครื่องเซ่นไหว้มิได้จำเพาะมนุษย์เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการนำสัตว์มาเซ่นไหว้สำหรับพิธีกรรมขนาดเล็กอีกด้วย ซึ่งจะเป็นสัตว์จำพวก ตะกวด สุนัข ไก่และหมูป่า ที่สามารถหาได้ตามภูมิประเทศโดยรอบ

          พิธีกรรมบูชายัญอันศักดิ์สิทธิ์

 

 

 

 

 

 

ชนเผ่ามายาขณะประกอบพิธีกรรมบูชายัญ  

ที่มา https://moviebastards.com/2018/09/30/review-apocalypto/

 

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ความเลวร้ายนั้นแอบแฝงอยู่ในแทบทุกสังคม แม้ในสังคมที่มีอารยธรรมก็ตาม สิ่งเหล่านั้นปรากฏผ่านพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมายาที่มีความเกี่ยวเนื่องกับเทพเจ้าเป็นสำคัญ เนื่องจากการให้ความเคารพเทพเจ้านั้นเชื่อมโยงเข้ากับความเชื่อพื้นฐานของสังคม การประกอบพิธีกรรมบูชายัญถูกอ้างด้วย “ความศักดิ์สิทธิ์” จะกระทำโดยนักบวช  การบูชายัญต่อเทพเจ้าจะจัดขึ้นในฤดูแล้งซึ่งเปรียบเสมือนงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประจำปี การทำให้เทพเจ้าโปรดปรานมีอยู่หลายวิธี เช่น การอดอาหาร การสำนึกผิดด้วยการกรีดเลือดสังเวย แต่พิธีบูชายัญด้วยมนุษย์ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เทพเจ้าพึงพอใจมากที่สุด

          การสังเวยเทพเจ้าของชาวมายามิได้มีกลวิธีการอันสลับซับซ้อนแต่อย่างใด แต่สะท้อนให้เห็นความเชื่อ โดยเริ่มตั้งแต่การจับกุมนักโทษหรือเชลยมาเรียงแถวเป็นแนวยาว พวกเขาทุกคนจะถูกเปลื้องผ้าออกบางส่วนและเหลือไว้เพียงผ้าฝ้าย ทำให้นึกถึงผ้าเตี่ยวแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นเพราะมีวิธีการนุ่งและการใช้ผ้าคล้ายคลึงกัน ตามมาด้วยการที่หญิงชาวมายากระทำการป้ายสีลงทั่วร่างกาย ได้แก่ สีเขียวหรือสีน้ำเงิน ซึ่งสีเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งการบูชายัญ อีกทั้งยังเพื่อเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นมนุษย์และวิญญาณ เป็นนัยว่าบุคคลผู้แปดเปื้อนไปด้วยสีสันเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นวิญญาณในภายหน้า ตามมาด้วยการไล่ต้อนพวกเขาขึ้นไปบนยอดสูงสุดของพีระมิด ซึ่งบนยอดหรือที่ประกอบพิธีกรรมนั้นจะเต็มไปด้วยนักบวช กษัตริย์ และบรรดาหัวหน้าขุนศึกที่จับตัวนักโทษหรือเชลยมาสังเวย

 

 

 

 

 

 

เหล่าผู้ถูกสังเวยพวกเขาจะถูกทาตัวด้วยสีน้ำเงินเพื่อเป็นเครื่องบ่งบอก

ความแตกต่างระหว่างความเป็นมนุษย์และวิญญาณ

 

พิธีกรรมนองเลือดเกิดขึ้นหลังจากนี้ เมื่อหัวหน้าขุนศึกกระทำการกรีดเลือดตนเองให้หยดลงสู่พื้นผิวพีระมิดถือเป็นจุดเริ่มต้นของพิธีกรรม ตามมาด้วยการจับผู้ถูกสังเวยขึ้นสู่แท่นทีละคน แม้พวกเขาจะขัดขืนเพียงใดแต่ก็ไร้ซึ่งหนทางสู้ นักบวชเริ่มพึมพำบทสวดไปพร้อมกับการใช้มีดที่ทำมาจากหินภูเขาไฟจามลงไปบริเวณคอ และตามมาด้วยการกรีดลงบนหน้าอกอย่างเลือดเย็น แม้พวกเขาจะกรีดร้องจนสุดเสียง แต่ก็ไม่สามารถทำให้ความปรานีบังเกิดขึ้นได้ พิธีกรรมยังคงดำเนินต่อไป ภาพหัวใจของผู้ถูกสังเวยที่ถูกควักออกมาจากทรวงอกพร้อมกับชูขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นนัยว่าพวกเขาได้กระทำการบูชามนุษย์เพื่อสังเวยเทพเจ้าแล้ว ความโหดร้ายสูงสุดอันเป็นบ่อเกิดจากพิธีกรรมคงหนีไม่พ้นการสังเวยชีวิตทั้งที่พวกเขายังมีลมหายใจอยู่และกระทำจนเข้าสู่ห้วงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

          เมื่อก้าวสู่ในช่วงท้ายของพิธีกรรมนักบวชจะผลักผู้ถูกสังเวยจากยอดพีระมิดกลิ้งสู่พื้นดิน ความเลวร้ายที่บังเกิดขึ้นมีตั้งแต่ด้านบนจนลงมาสู่ด้านล่าง เพราะด้านล่างของพีระมิดจะเต็มไปด้วยประชาชนชนชั้นล่างที่ต่างโห่ร้องคล้ายจะเอาฤกษ์เอาชัย สีหน้าของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน หากตกลงมาสู่พื้นด้วยร่างอันไร้วิญญาณก็ดูจะดีเสียกว่าการตกลงมาทั้งที่ลมหายใจยังโรยรินอยู่ เพราะจะถูกรุมประชาทัณฑ์ด้วยประชาชนชาวมายาผู้อยู่เบื้องล่างที่พร้อมจะช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อสังเวยร่างกายอันบอบช้ำทีละเล็กละน้อยจนลมหายใจเฮือกสุดท้ายแห้งเหือดไป ความอำมหิตยังมิหมดเพียงเท่านี้ เพราะยังตามมาด้วยการตัดหัวของผู้ถูกสังเวยแล้วนำไปเสียบประจานซึ่งถือเป็นอันจบพิธีกรรมสุดวิปลาส

มอง “พิธีกรรมบูชายัญ” ผ่านมุมที่แตกต่าง “ระหว่างอดีตและปัจจุบัน”

          การกระทำอันไร้ซี่งมนุษยธรรมและการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนเช่นนี้ แม้จะดูเป็นเรื่องผิดแผกหากมองย้อนจากมุมปัจจุบัน หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในสังคมแห่งโลกาภิวัตน์ คงถูกต่อต้านจากกระแสสังคมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นโลกอินเตอร์เน็ตหรืออาจตามมาด้วยการเรียกร้องของนักสิทธิมนุษยชน แต่เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้บังเกิดขึ้นในอดีตที่ความเชื่อยังคงหยั่งรากลึกในสังคม ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์เพื่อกำหนดวิถีของผู้คน ความป่าเถื่อนเช่นนี้จึงบังเกิดขึ้นโดยไร้ข้อครหาใดๆ เพราะสิ่งที่พวกเขากระทำมิใช่สิ่งที่ผิด เนื่องด้วยสังคมขณะนั้นถูกครอบงำอยู่ภายใต้ความเชื่อที่เป็นรากฐานการดำเนินชีวิตของผู้คน ซึ่งก็มิผิดอันใด เพราะพวกเขาเองก็กำลังเผชิญหน้ากับความอดอยาก ดังนั้นหากมิเข่นฆ่าผู้อื่นเพื่อสังเวย ก็จะกลายเป็นพวกเขาที่ถูกเข่นฆ่าด้วยความอดอยากแทน

ท่ามกลางสังคมที่ไร้ซึ่งวิทยาศาสตร์

          แม้ในสังคมยุคโลกาภิวัตน์จะมีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เพียงใด แต่ในทางกลับกันอดีตเช่นนี้ความเชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับเปรียบเสมือนรากฐานอันมั่งคงที่เหนี่ยวรั้งจิตใจของผู้คน แม้ชาวมายาจะถูกขนานนามว่าเป็นผู้มีอารยธรรมและความก้าวหน้าทางสิ่งประดิษฐ์ เช่นการสร้างพีระมิด รวมไปถึงความรู้ด้านดาราศาสตร์ เช่น การคำนวณสุริยุปราคา คณิตศาสตร์ การประดิษฐ์อักษรขึ้นใช้เอง เช่นอักษรภาพและสิ่งประดิษฐ์ที่อำนวยความสะดวกแก่ชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องปั้นดินเผา เครื่องจักรทอผ้า ดังที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ก็เพื่อต้องการที่จะนำเสนอภาพของความก้าวหน้าอันเกิดจากภูมิปัญญาจากพวกเขา แต่เหตุไฉนความก้าวหน้าเหล่านี้กลับถูกสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานของความเชื่อ ดังเช่น ในกรณีของการสร้างพีระมิด แม้จะสะท้อนความก้าวหน้าทางวิวัฒนาการและสถาปัตยกรรมที่ก้าวหน้าก็จริงอยู่ แต่ในเนื้อจริงแล้วกลับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเหตุผลทางความเชื่ออย่างการบูชาเทพเจ้าในพิธีกรรมบูชายัญเสียมากกว่า หรืออาจกล่าวโดยสรุปอย่างง่ายได้ว่า แม้ชาวมายามีความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเพียงเท่าใด แต่ความเชื่อยังคงหยั่งรากลึกอยู่ท่ามกลางอาณาจักรแห่งนี้เสมอมา

มิติทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์

          อีกหนึ่งจุดเด่นของภาพยนตร์ คือ การนำเสนอแนวคิดหรือปัจจัยอันนำไปสู่การล่มสลายของอาณาจักรแบบปลายเปิดเพื่อให้ผู้ชมได้คิดต่อยอดตามทัศนะของตนว่า ท้ายที่สุดแล้วการล่มสลายของมายาเป็นเพราะเหตุใดแน่ ด้วยฉากกองทัพเรือสเปนเข้าเทียบท่าที่ชายฝั่ง ประสมกับการดำเนินเรื่องตั้งแต่ช่วงต้นในการนำเสนอปัญหาภัยแล้ง แนวคิดเหล่านี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงของเหล่านักวิชาการที่ดำเนินมาถึงปัจจุบันเช่นกันว่า ท้ายที่สุดแล้วล่มสลายเพราะเหตุใด 2 แนวคิดที่เป็นที่ถกเถียง มีดังนี้

          แนวคิดที่ 1 : ความแห้งแล้งและภัยพิบัติอันนำไปสู่การล่มสลาย

          ในช่วงต้นศตวรรษที่ 9 ได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นในอาณาจักรมายา ในขณะที่ความเจริญรุ่งเรืองได้อยู่ในจุดสูงสุดกลับประสบกับสภาวการณ์ใกล้ล่มสลาย อันเนื่องมาจากภัยพิบัติ กล่าวคือ มีข้อสังเกตจาก ซิลเวนัส มอร์ลีย์และทีมงานของเขาว่า สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากทฤษฎีทางผลผลิตการเกษตรหมดลง ทรัพยากรบนพื้นดินจึงถูกทำลาย ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์หรือผลิตอาหารได้อย่างเพียงพอ เพื่อรองรับการขยายตัวของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการทำลายธรรมชาติอย่างการเผาป่าเพื่อปรับพื้นที่สำหรับเพาะปลูกข้าวสาลี ค่อยๆ เปลี่ยนสภาพป่าดั้งเดิมไปสู่ทุ่งหญ้าอันขาวโพลน ผลที่ตามมาคือความอุดมสมบูรณ์เลือนหายไป ถูกทดแทนด้วยความหิวโหยและความแห้งแล้ง

          นักมายันวิทยาขุดพบหลักฐานจากเมืองเอล-มิราดอร์ อันเป็นนครสำคัญของชาวมายาว่า ได้มีการโค่นป่าผืนใหญ่ลงจนโล่งเตียน ผลที่ตามมาคือ เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนน้ำก็ชะล้างหน้าดินให้ตื้นเขิน เมื่อไร้ซึ่งที่กักเก็บน้ำในฤดูแล้งแล้ว จึงทำให้ชาวมายาที่พึ่งพาเกษตรกรรมและการเพาะปลูกเป็นหลักนั้น ขาดแคลนน้ำที่จะนำมาใช้ในการเกษตรกรรม โดยเฉพาะข้าวโพดที่เป็นอาหารหลักของพวกเขาก็ไม่สามารถงอกงามออกมาได้ ดังนั้นจึงเรียกเหตุการณ์นี้ว่า การล่มสลายอันเกิดมาจากการทำลายด้วยน้ำมือพวกเขาเอง

          แนวคิดที่ 2 : การรุกรานของสเปนที่นำไปสู่การล่มสลาย

 

 

 

 

 

 

ภาพ กองทัพเรือสเปนขณะกำลังแล่นสู่ชายฝั่งของชนเผ่ามายา

ที่มา https://www.imdb.com/title/tt0472043/mediaviewer/rm1925814273

 

ภาพยนตร์เลือกที่จะนำเสนอในช่วงท้ายถึงอีกหนึ่งปัจจัยการล่มสลายของอารยธรรมชนเผ่ามายา ด้วยการมาถึงของสเปน ภาพของเรือที่กำลังแล่นเข้าเทียบท่าชายฝั่งแสดงให้เห็นถึง การใกล้สู่ห้วงสุดท้ายของอารยธรรม ภาพยนตร์นับว่ามีความฉลาดในการนำเสนอประเด็นอย่างมาก เพราะยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าการรุกรานของเสปนนั้นนำมาซึ่งการล่มสลายจริงหรือไม่

 

 

 

 

 

แม้ภาพยนตร์จะไม่ได้ระบุมาว่าพวกเขาคือใคร แต่ก็สามารถคาดคะเนได้ว่าพวกเขาคือชาวสเปนที่มารุกราน

ที่มา https://www.imdb.com/title/tt0472043/mediaviewer/rm1925814273

 

ชาวสเปนออกเดินทางแล่นเรือภายใต้การนำของ เปโดร เดอ อัลวา การเข้าครอบครองของสเปนอย่างบ้าเลือดและหิวกระหายเช่นนี้ เริ่มขึ้นในปี 1532 ได้ทำการบุกบริเวณชายฝั่งของแคลิฟอร์เนีย การปราบปรามเป็นไปอย่างยากลำบากและไม่สามารถยึดครองอาณาจักรมายาอย่างสมบูรณ์แบบ อันเนื่องมาจากการปราบปรามของชาวมายาเอง โดยเฉพาะการปราบปรามบริเวณยูคานทา ดินแดนแห่งนี้คือ ดินแดนอันสมบูรณ์มาตั้งแต่ดั้งเดิมของชาวมายาแล้ว ว่ากันว่าการปราบปรามที่ยูคาทานกินระยะเวลานานถึง 20 ปี สาเหตุที่ต้องใช้ระยะเวลานานมากเพียงนี้ นั่นเพราะการช่วยเหลือของ “เกเรโร” ชายผู้เคยเป็นกะลาสีเรือชาวสเปนมาก่อนและได้ไปอาศัยอยู่กับชาวมายา เขาได้นำเทคโนโลยีจากตะวันตกไปเผยแพร่ให้กับชาวมายา จนทำให้ชาวมายาสามารถต่อกรกับสเปนได้อย่างแข็งกล้า แต่เมื่อเขาเสียชีวิตลง ชาวมายาเปรียบเสมือนไร้ซึ่งผู้นำ เกิดความแตกแยกจากภายในขึ้น อันนำไปสู่การพ่ายแพ้และนำไปสู่การล่มสลายในที่สุด

          แนวคิดที่ 3 : โรคระบาดอันคร่าชีวิตชาวมายา

          มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า อีกหนึ่งแนวคิดเกี่ยวกับการล่มสลายของอาณาจักรมายา มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับ “เชื้อโรค” เนื่องด้วยการมาถึงของสเปน นำเชื้อโรคแบบใหม่ที่ชาวมายาไม่มีภูมิต้านทานที่ป้องกันเชื้อโรคจากต่างแดนเช่นนี้ได้ ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้อาจมาจากสัตว์เลี้ยงที่ชาวสเปนนำมาพร้อมการเดินทาง จึงอาจทำให้เกิดการระบาดแล้วนำมาซึ่งการล่มสลายลงในที่สุด

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

          คำว่า “Apocalypto” ที่ภาพยนตร์ใช้เป็นชื่อเรื่องเป็นคำภาษาสเปนมีความหมายว่า “ความวินาศ” หรืออีกนัยยะหนึ่งหมายถึง “วันสิ้นโลก” หากเป็นในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “Apocalypse” ที่มีความหมายโดยตรงหมายถึง “การเปิดเผย” แต่เนื่องจากคำนี้ได้ปรากฏในคัมภีร์ไบเบิลที่ใช้เพื่ออธิบายถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันสิ้นโลก ทั้งแผ่นดินและท้องฟ้าอันตรธานหายไป คนบาปถูกโยนลงในนรก คำว่า Apocalypse จึงถูกนำมาตีความให้หมายถึง “วันสิ้นโลก” อีกทั้งเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันสิ้นโลกมักเกี่ยวข้องกับการทำลายล้างขั้นรุนแรง หรืออาจรวมไปถึงภัยพิบัติ อีกทั้งคำว่า Apocalypse มิได้ถูกใช้ให้หมายถึงวันสิ้นโลกตามความเชื่อทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงการล่มสลายของโลกเพราะสาเหตุปัจจัยอื่น เช่น นิวเคลียร์ทำลายล้าง อาจเรียกว่า A Nuclear Apocalypse

          มีข้อสังเกตที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยว่า การที่ภาพยนตร์เลือกใช้คำว่า “Apocalypto” ที่หมายถึง ความวินาศมาเป็นชื่อเรื่องของภาพยนตร์ อาจเพราะต้องการสื่อถึงการมาของสเปนในช่วงท้ายของภาพยนตร์ที่นำมาซึ่งการล่มสลายของอารยธรรมมายา หรืออาจหมายถึงการล่มสลายของอารยธรรมมายาที่เป็นผลพวงจากเงื้อมมือของพวกเขาเอง การนำเสนอเรื่องเช่นนี้ทำให้ผู้ชมเห็นวิวัฒนาการจุดเริ่มต้นที่ดำเนินไปถึงจุดจบของอารยธรรมมายาเช่นกัน

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด


เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและ...

31 ก.ค. 2563
“อันน

เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและ...

29 ก.ค. 2563

ประกาศขายทอดตลาด...

20 ก.ค. 2563