ข่าว หน้าแรก เกี่ยวกับเรา อาคารสถานที่ การประกันคุณภาพ วิชาการและวิจัย ติดต่อเรา

เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและสังคมญี่ปุ่นผ่านมุมมองภาพยนตร์แอนิเมชัน เรื่อง Spirited Away ( มิติวิญญาณมหัศจรรย์ )

17 ก.ค. 2563





          “ความเชื่อ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม” นับเป็นแนวคิดที่ปรากฏอยู่ในแทบทุกสังคมในโลกนี้ โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่นถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่แม้สังคมภายนอกจะเต็มไปด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่อีกมุมหนึ่งแนวคิดเรื่องธรรมชาติกลับแฝงอยู่ในสังคมแห่งนี้ มุมมองเกี่ยวกับธรรมชาติในวัฒนธรรมญี่ปุ่นจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภาพยนตร์แอนิเมชันหรือการ์ตูนชื่อดังของประเทศญี่ปุ่นจึงมักจะนำเอาแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติตามแบบฉบับของวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาเล่าในมุมมองต่างๆ กัน

ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Spirited Away หรือ มิติวิญญาณมหัศจรรย์ นับเป็นอีกหนึ่งแอนิเมชันที่สร้างปรากฏการณ์แก่วงการแอนิเมชันญี่ปุ่นให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ผลงานของสตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli) กำกับโดยฮายาโอะ มิยาซากิ การันตีด้วยรางวัลเกียรติยศสูงสุดอย่างรางวัลออสการ์ (Oscar) ในสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม (Best Animated Feature) ประจำปี 2002 โดยเนื้อเรื่องเล่าถึงเรื่องราวของเด็กสาววัย 10 ขวบนามว่า จิฮิโระ ในขณะที่เธอและครอบครัวกำลังขับรถไปยังต่างเมือง แต่กลับเกิดเรื่องราวแปลกประหลาดขึ้นระหว่างทาง เมื่อครอบครัวของเธอหลุดเข้าไปในมิติแห่งโลกวิญญาณ ประกอบกับพ่อและแม่ของเธอก็ถูกสาปให้กลายเป็นหมูเพราะไปกินอาหารของเทพเจ้า เธอจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองกลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง การต่อสู้ของเด็กสาววัย 10 ขวบท่ามกลางมิติวิญญาณสุดมหัศจรรย์จึงบังเกิดขึ้น

          จุดเด่นของแอนิเมชันคงหนีไม่พ้นลีลาในการนำเสนอเรื่องราวด้วยลายเส้นสองมิติ (2D) อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับการดำเนินเรื่องที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ยากแก่การคาดเดา แต่กลับแฝงไว้ด้วยนัยยะทางสังคม วัฒนธรรม ด้านมืดภายใต้จิตใจของมนุษย์และความเชื่อที่หยั่งรากลึกในญี่ปุ่นมาเนิ่นนาน แอนิเมชันเลือกที่จะเล่าเรื่องด้วยการสอดแทรกประเด็นความเชื่อในสังคมญี่ปุ่น ไปพร้อมกับสะท้อนประเด็นทางวัฒนธรรมควบคู่กับการเสียดสีสังคมผ่านเนื้อเรื่องการผจญภัยเหนือจินตนาการของเด็กหญิงวัย 10 ขวบ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นแอนิเมชันที่สามารถดูได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แตกต่างกันไปที่การตีความนัยยะที่ถูกแฝงไว้ในเนื้อเรื่องเพียงเท่านั้น

          การดำเนินเรื่องของแอนิเมชันเรื่องนี้คล้ายกับภาพยนตร์แอนิเมชันแฟนตาซีเรื่องอื่นๆ เช่น Alice in wonderland ที่ตัวเอกหลุดเข้าไปในดินแดนมหัศจรรย์ที่ตนเองไม่รู้จัก โดยเนื้อเรื่องนำพาผู้ชมดื่มด่ำไปกับความหลากหลายทางความเชื่อ อีกหนึ่งจุดเด่นที่สร้างให้แอนิเมชันเรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ คือ “การเลือกใช้ตัวละคร” ที่ไม่ได้ใช้ตัวละครที่มีหน้าตาที่ดูทันสมัย แต่กลับเลือกใช้ตัวละครหลักที่หน้าตาธรรมดาเหมือนเด็กทั่วไป จุดนี้ทำให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงความสมจริงของเรื่องราวได้มากขึ้น ผู้กำกับฮายาโอะกล่าวถึงจิฮิโระตัวละครหลักของเรื่องว่า “ตอนแรกผมก็หงุดหงิดกับเธอ และคิดว่าจะทำให้เธอน่ารักขึ้นกว่านี้ได้ไหม แต่พอหนังเรื่องนี้ใกล้เสร็จผมก็พบว่าเธอมีเสน่ห์มากพอแล้ว เพื่อให้ผู้ชมที่เป็นเด็กผู้หญิงรู้สึกเชื่อมโยงและอินไปกับจิฮิโระ ผมจึงกำหนดให้เธอมีพฤติกรรมแบบเด็กหญิงอายุ 10 ขวบทั่วไป เช่น เวลาที่พ่อแม่เรียกชื่อ เธอจะยังไม่ขานรับจนกว่าจะเรียกเป็นหนที่สองหรือสาม ซึ่งนั่นเป็นพฤติกรรมของเด็กส่วนใหญ่”

ภูมิหลังของผู้กำกับอันส่งผลต่องานสร้างแอนิเมชัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฮายาโอะ มิยาซากิ หนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอจิบลิและผู้สร้างแอนิเมชันเรื่อง Spirited Away

ที่มา https://www.therisingwasabi.com/hayao-miyazaki-reveals-final-farewell-movie-title/

 

ภูมิหลังของผู้กำกับฮายาโอะ มิยาซากินั้นส่งผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ เขาก็เหมือนมนุษย์ทั่วไปที่สงครามสร้างบาดแผลฝังลึกไว้ในจิตใจ ย้อนกลับไปในปี 1945 ขณะนั้นญี่ปุ่นอยู่ในช่วงสงคราม ฮายาโอะเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีฐานะ วันหนึ่งเขาและครอบครัวกำลังหลบหนีจากสงครามไปยังต่างเมือง ระหว่างทางเขาและครอบครัวได้พบปะหญิงสาวคนหนึ่ง เธออุ้มลูกและไหว้วานให้ครอบครัวของฮายาโอะช่วย ขณะนั้นเขาอายุเพียง 4 ขวบ เขายังเป็นเด็กที่ไม่เข้าใจโลก ไม่เข้าใจแม้แต่สงคราม ครอบครัวของฮายาโอะไม่สามารถรับเธอและลูกไว้ได้ เหตุการณ์นี้จึงสร้างบาดแผลฝังลึกในตัวเขามาตลอด ความคิดของเขาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจโลก ความเคลือบแคลงใจในสงคราม หลังจากนั้นทำให้การสร้างสรรค์ผลงานของเขาออกมาในรูปแบบแอนิเมชันที่สร้างเพื่อเด็กๆ เนื้อเรื่องที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานแต่แฝงไว้ด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นไปของโลก พร้อมทั้งสอดแทรกความเกลียดชังสงครามและความรุนแรงลงไปพร้อมๆ กันด้วย

ความเชื่อที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์

            ความเชื่อที่ปรากฏผ่านแอนิเมชันนั้นมีการนำเสนอในประเด็นที่หลากหลายอันสะท้อนให้เห็นความเชื่อของชาวญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้งทั้งการนำเสนอความเชื่อจากต่างชาติและแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติ โดยมีพื้นฐานที่สำคัญมาจากศาสนาชินโตที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่เริ่มแรกของประเทศญี่ปุ่นที่ปลูกฝังความเชื่อเรื่องพระเจ้าหรือคะมิ (Kami) ทำให้มนุษย์และธรรมชาติอยู่ร่วมกันในรูปแบบพึ่งพาอาศัยและเคารพซึ่งกันและกัน

            ศาสนาชินโตและความเชื่อเรื่องเทพเจ้า (คะมิ)

          ศาสนาชินโตนำเอาแนวความเชื่อดั้งเดิมของญี่ปุ่นซึ่งเกี่ยวข้องกับศาสตร์แห่งเทพเจ้าหรือวิถีแห่งเทพเจ้ามาเป็นแนวคิดหลักในศาสนา ศาสนาชินโตมีความเชื่อว่ามีเทพเจ้ามากมายนับไม่ถ้วนทั้งในป่า บนภูเขา ทะเล แม่น้ำ ลำธาร ในสายลม แม้แต่ในบ้านเรือนและสวนไร่นาล้วนเป็นที่สถิตของเทพเจ้าทั้งสิ้น จึงมีคำว่า "เทพแปดล้านองค์" อันเป็นคำที่แสดงถึงทวยเทพที่มีอยู่มากมาย ปัจจุบันนี้ญี่ปุ่นถือว่าศาสนาชินโตเป็นความเชื่อพื้นเมืองประจำชาติ

          การกล่าวถึงโลกวิญญาณในแอนิเมชันมีการอ้างอิงมาจากตำนานความเชื่อของลัทธิชินโตที่ว่าเทพเจ้า (Kami) จะมีอยู่มากมายและสถิตอยู่แทบทุกที่ โดยเราจะพบว่ามีหลายฉากที่ต้องการจะสื่อให้เห็นว่า สิ่งของรอบตัวมากมายล้วนเป็นที่อยู่หรือที่สิงสถิตของคะมิ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ต้นไม้ แมลง รูปปั้นหรือสิ่งต่างๆ แนวความเชื่อเหล่านี้จึงส่งผลให้สิ่งรอบตัวในประเทศญี่ปุ่นเปรียบเสมือนของมีค่าและไม่ควรถูกทำลายอย่างยิ่ง ส่วนฉากหลังที่เป็นโรงอาบน้ำ มาจากความเชื่อที่ว่าชาวบ้านมักอัญเชิญทวยเทพมาอาบน้ำในบ้านของพวกเขาและอาจจะหมายถึงวัฒนธรรมการอาบน้ำของชาวญี่ปุ่นเองด้วย

แนวคิดเรื่องโลกหลังความตาย

          ชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าชีวิตหลังความตายยังมีโลกอีกใบซ่อนอยู่ซึ่งอาจหมายถึงโลกแห่งวิญญาณหรือโลกแห่งเหล่าทวยเทพที่เชื่อมโยงเข้ากับความเชื่อพื้นบ้านของญี่ปุ่น คือ ความเชื่อเรื่อง “คะมิ” หรือความเชื่อเรื่องการผสมกลมกลืนเข้ากับธรรมชาติ เมื่อมีความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความเชื่อเรื่องของปีศาจตามมาโดยในแอนิเมชันนำเสนอปีศาจมากหน้าหลายตาที่เชื่อมโยงเข้ากับแนวคิดเรื่องคะมิและโลกหลังความตายอีกทอดหนึ่ง มีดังนี้

          คาโอนาชิ (วิญญาณไร้หน้า)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิญญาณไร้หน้าขณะกำลังเขมือบตัวละครต่างๆ ในโรงอาบน้ำอันแฝงไว้ด้วยนัยยะทางสังคม

ที่มา https://sites.google.com/site/spiritedawayssaa009/neux-reuxng

 

วิญญาณไร้หน้า นับเป็นตัวละครที่ดูลึกลับมากที่สุดในแอนิเมชันเลยก็ว่าได้เนื่องมาจากการปรากฏตัวที่ไม่มีที่มาที่ไป เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองเป็นใคร ต้องการอะไร ราวกับว่าใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปวันๆ ฮายาโอะเลือกที่จะใส่ตัวละครลึกลับตนนี้ลงไปเพื่อแสดงออกถึงความโดดเดี่ยวหรือความไร้ตัวตน เป็นตัวละครที่ดูน่าสงสาร ไร้จุดมุ่งหมาย ไร้หนทาง อันเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งความโดดเดี่ยวท่ามกลางสังคมทุนนิยมสมัยใหม่อีกทั้งการแสดงออกของวิญญาณที่แฝงไว้ด้วยความปรารถนาบางสิ่งบางอย่าง จนกระทั่งวิญญาณไร้หน้าค้นพบวิธีการแสดงตัวตนด้วยการพยายามติดตามจิฮิโระไปทุกที่เพราะเธอเป็นคนเดียวที่มองเห็นเขา อีกทั้งเขาสามารถ “เสกทอง” ให้กับผู้คนได้ ใครก็ตามที่รับทองจะถูกวิญญาณไร้หน้าเขมือบ ผู้ที่ถูกเขมือบนั้นแฝงนัยยะไว้ว่าพวกเขาได้ตกเป็นทาสของระบอบทุนนิยมเรียบร้อยแล้ว

            ความเชื่อเรื่องแม่มด

          “แม่มด” เป็นความเชื่อจากฝั่งตะวันตกที่แอนิเมชันเลือกที่จะนำเสนอในรูปแบบของพหุวัฒนธรรม การรับวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นความเชื่อที่ไม่ได้ถูกขวางกั้นแค่ปัจจัยทางภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่การส่งต่อทางวัฒนธรรมยังถ่ายทอดผ่านการติดต่อสื่อสารของผู้คนซึ่งการนำเสนอของแอนิเมชันก็มาในรูปแบบของคู่ตรงข้ามความเชื่อสองด้าน “ดีและร้าย” เพราะภาพลักษณ์ของแม่มดในสังคมยุโรปนั้นไม่ชัดเจน แม่มดอาจจะเป็นผู้วิเศษที่ช่วยรักษาโรคและนำโชคดีมาให้ พวกเขาอาจจะรักษาโรคโดยใช้ความรู้ทางยาและสมุนไพรประกอบกับเวทมนตร์คาถา แต่แม่มดอีกรูปแบบหนึ่งคือ “ความชั่วร้าย” แม่มดรูปแบบนี้มักจะถูกต่อต้านจากสังคม โดยเฉพาะในช่วงยุคกลางจะเกิดกิจกรรมที่เรียกว่า “ล่าแม่มด” ขึ้นในยุโรป เนื่องด้วยขณะนั้นยุโรปถูกครอบงำทางความคิดอยู่ภายใต้กรอบของศาสนจักร แม่มดในสมัยนั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายและนำมาซึ่งภัยพิบัติ การตายโดยไม่ทราบสาเหตุหรืออาจรวมไปถึงโรคระบาด

          แม่มดยูบาบา (Yubaba)

 

 

 

 

 

แม่มดยูบาบา ตัวแทนที่สะท้อนถึงความฟุ้งเฟ้อ
ที่มา
https://www.pinterest.nz/pin/452189618829917539/

 

เธอเป็นเจ้าของโรงอาบน้ำอะบุระยะ การปรากฏตัวของเธอแสดงถึงอำนาจที่แสนน่าเกรงขาม เธอเป็นแม่มดตามแบบฉบับที่สังคมรับรู้โดยทั่วไปนั่นคือ “ความเลวร้าย” กล่าวคือ เธอมักจะจับผู้คนมาลบความทรงจำเพื่อใช้เป็นแรงงานในโรงอาบน้ำ เธอใช้เงินที่ได้จากโรงอาบน้ำมาปรนเปรอความสุขแก่ตนเอง ผ่านเสื้อผ้าที่หรูหรา เครื่องประดับสุดฟุ่มเฟือย แม้จะดูมีอำนาจเด็ดขาดก็ตาม แต่กลับกันเมื่อเป็นเรื่องลูก เธอกลับแสดงความอ่อนแอออกมา รูปร่างและลักษณะภายนอกของเธอ ทั้งเครื่องแต่งกายที่บ่งบอกถึงฐานะ ความฟุ่มเฟือยหรูหราของที่อยู่อาศัย จมูกแหลมยาว ผมสีขาวขุ่น ดวงตากลมโตอันแสดงออกให้เห็นว่าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาทั่วไป

          แม่มดเซนิบา (Zeniba)

 

 

 

แม่มดเซนิบา ตัวแทนที่สะท้อนความสมถะ

ที่มา https://www.pinterest.nz/pin/452189618829917539/

 

เธอเป็นพี่น้องฝาแฝดของแม่มดยูบาบา หากมองลักษณะกายภาพภายนอกก็แทบจะแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายหรือเครื่องประดับ วิธีการแยกฝาแฝดทั้งสองนี้คือ ลักษณะนิสัยส่วนตัว เพราะเธอเป็นแม่มดที่มีจิตใจดี สังเกตได้จากฉากที่เธอช่วยเหลือจิฮิโระ อีกทั้งเธอยังไม่เอาเปรียบผู้อื่น ที่อยู่อาศัยของเธอยังดูเรียบง่าย อยู่ในชนบทและใกล้ชิดกับธรรมชาติ อันสะท้อนให้เห็นว่าเธอห่างไกลความโลภและความฟุ่มเฟือย

วัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ปรากฏ

          ข้าวปั้นญี่ปุ่น (Onigiri)

 

 

 

 

 

ฮาคุยื่นข้าวปั้นให้กับจิฮิโระ เพื่อปลอบใจให้เธอหยุดร้องไห้

ที่มา https://weheartit.com/entry/27327438

 

ข้าวเปรียบเสมือนสิ่งหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของผู้คนโดยเฉพาะในแถบทวีปเอเชีย ข้าวถือเป็นพืชที่สำคัญของชาวญี่ปุ่น พวกเขานิยมรับประทานข้าวเป็นหลัก ข้าวปั้นจึงนับเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่แพร่ขยายไปทั่วทวีปเอเชีย ในสมัยศตวรรษที่ 17 เหล่าซามูไรได้นำข้าวปั้นห่อใบไผ่ไปเป็นเสบียงในช่วงสงคราม ซึ่งเป็นช่วงที่โอนิกิริเริ่มเป็นที่รู้จัก ในอดีตก่อนจะทานได้นั้นจะต้องใช้ช้อนตัดแบ่ง แต่พอมาถึงยุคนาระ (Nara) ก็มีการตัดเป็นคำเล็กๆ เพื่อความสะดวกในการรับประทาน ตั้งแต่สมัยคามาคุระ (Kamakura) จนถึงต้นเอโดะ (Edo) โอนิกิริเป็นอาหารที่เรียกว่า Quick meal เพราะมีวิธีการทำที่ง่ายและสะดวก ขณะนั้นโอนิกิริเป็นข้าวปั้นธรรมดาที่มีเพียงรสเกลือและสาหร่ายจึงไม่แพร่หลายกว้างขวางนัก เมื่อถึงสมัยเกนโรคุ (กลางยุคเอโดะ) จึงมีการทำฟาร์มสาหร่ายเพื่อรองรับปริมาณความต้องการของโอนิกิริในวงกว้างขึ้น

          สิ่งที่น่าสนใจคือฉากที่ฮาคุยื่นข้าวปั้นให้กับจิฮิโระนั้นแฝงไว้ด้วยแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติในญี่ปุ่น กล่าวคือ ข้าวปั้นหรือโอนิกิรินั้นจะมีลักษณะคล้ายกับภูเขาซึ่งเปรียบเสมือนพลังแห่งธรรมชาติที่ฮาคุมอบให้แก่จิฮิโระ

สถานที่ทางวัฒนธรรม

โรงอาบน้ำญี่ปุ่น

 

 

 

 

ภายในโรงอาบน้ำอะบุระยะ

ที่มา http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/2009/08/A8218143/A8218143.html

 

โรงอาบน้ำญี่ปุ่นนั้นเป็นวัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของญี่ปุ่น ดังนั้นการที่แอนิเมชันเลือกนำเสนอวัฒนธรรมดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเช่นนี้ทำให้เกิดความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเพราะชาวญี่ปุ่นนิยมการอาบน้ำในโรงอาบน้ำ วัฒนธรรมการแช่น้ำร่วมกันมีความเป็นมาตั้งแต่สมัยเฮอัน ส่วนโรงอาบน้ำสาธารณะ (เซนโตะ) แห่งแรกในเอโดะ สร้างขึ้นในปี 1591 โรงอาบน้ำสาธารณะได้รับความนิยมและเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเนื่องจากหลังสงครามหลายครอบครัวอยู่ในสภาพที่ภายในบ้านไม่มีห้องอาบน้ำ และเมื่อถึงปี 1968 ผู้คนจำนวนมากต่างไปใช้บริการกันอย่างเพลิดเพลินที่โรงอาบน้ำสาธารณะ การไปยังโรงอาบน้ำสาธารณะนั้นจึงอาจแฝงไว้ด้วยความต้องการเข้าสังคมของผู้คนในสังคมญี่ปุ่น โรงอาบน้ำจึงนับเป็นสถานที่หลักของแอนิเมชันโดยเนื้อเรื่องจะเล่าเรื่องผ่านโรงอาบน้ำอะบุระยะเป็นสำคัญ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จิฮิโระขณะกำลังเดินเข้าสู่โรงอาบน้ำอะบุระยะ

 

การชำระล้างจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ (Purification) นับเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการชำระล้างร่างกายที่สกปรก เปรียบเสมือนการชำระล้างมลทินที่แปดเปื้อนจิตใจของมนุษย์ ชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่า จิตวิญญาณนั้นสามารถแปดเปื้อนมลทินต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงเคร่งครัดในการทำพิธีชำระล้างสิ่งสกปรกหรือมลทินเป็นอย่างมาก โดยมีความเชื่อว่าทุกชีวิตในจักรวาลแห่งนี้ล้วนแล้วแต่ถือกำเนิดมาจากน้ำ และเราสามารถใช้น้ำในการชำระล้างสิ่งชั่วร้ายและบาปได้ สำหรับพิธีกรรมที่ใช้ชำระล้างจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ จะเรียกว่า “ฮาราอิ” (Harai) และการชำระล้างด้วยน้ำจะเรียกว่า “มิโซงิ” (Misogi) โรงอาบน้ำอะบุระยะยังสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นทางสังคม กล่าวคือ จะเห็นได้ว่าความปั่นป่วนในแอนิเมชันส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นภายในโรงอาบน้ำ ดังนั้นแม้โรงอาบน้ำจะเปรียบเสมือนสถานที่แห่งการพักผ่อนหย่อนใจก็ตาม แต่อีกนัยยะหนึ่งกลับแฝงไว้ว่า อาจไม่ใช่หนทางแสวงหาความสงบสุขที่แท้จริง

ย่านร้านอาหาร

 

 

 

 

 

ครอบครัวของจิฮิโระขณะหลงทางอยู่ในย่านร้านอาหารลึกลับ

 

ย่านร้านอาหารเปรียบเสมือนอีกหนึ่งจุดเด่นของแอนิเมชันเรื่องนี้ด้วยการนำเสนอเรื่องราวที่แฝงไว้ด้วยความเชื่อและแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้าง ดังที่กล่าวไปว่า ชาวญี่ปุ่นนั้นมีความเชื่อว่ามีเทพเจ้าอยู่ในทุกสรรพสิ่ง แม้แต่สิ่งปลูกสร้างที่เก่าแก่ก็จะมีวิญญาณหรือเทพเจ้าไปสิงสถิตอยู่ด้วย จึงมักจะไม่ทุบทำลายทิ้ง อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างในญี่ปุ่น

          อุโมงค์ทางเข้าไปสู่มิติวิญญาณ

 

 

 

 

 

ปากทางอุโมงค์เข้าสู่มิติวิญญาณที่มีรูปปั้นของ “โคมะอินุ” ตั้งอยู่

ที่มา https://ashleymcmill.wixsite.com/mysite/post/spirited-away-restoring-making-history-in-japanese-animation

 

มิติวิญญาณที่แอนิเมชันได้นำเสนอนั้นมีความเชื่อมโยงเข้ากับความเชื่อเรื่องธรรมชาติ กล่าวคือ เราจะเห็นได้ว่าบริเวณโดยรอบของอุโมงค์จะเต็มไปด้วยต้นไม้และพุ่มหญ้ารายล้อม จุดเด่นสำคัญที่แอนิเมชันเลือกนำเสนอ คือ การมีรูปปั้นของ “โคมะอินุ” ปรากฏอยู่บริเวณปากทางเข้าอุโมงค์ จุดนี้แอนิเมชันเลือกที่จะแฝงความเชื่อไว้เพราะในศาสนาชินโตนั้นโคมะอินุหรือรูปปั้นเเกะสลักที่ทำจากไม้หรือหินมักจะแกะสลักเป็นรูปร่างสัตว์ที่เชื่อว่าเป็นเทพเจ้า เช่น สุนัขจิ้งจอก หมูป่า เสือ หรือ สิงโต เป็นต้น อันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของแนวคิดเรื่องคะมิและมักจะถูกตั้งอยู่บริเวณหน้าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของญี่ปุ่น เช่น หน้าวัดหรือศาลเจ้าของศาสนาชินโต เพื่อแสดงให้เห็นว่า คนผู้นั้นกำลังย่างกรายเข้าสู่เขตศักดิ์สิทธิ์

มิติทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์แอนิเมชัน

 

 

 

 

 

พ่อและแม่ของจิฮิโระขณะกลายเป็นหมูเพราะทานอาหารของเทพเจ้า
ที่มา
https://www.pinterest.nz/pin/452189618829917539/

 

มุมมองทางประวัติศาสตร์ถูกสะท้อนผ่านตัวละครสองคน คือ “พ่อและแม่ของจิฮิโระ” ในฉากที่ทั้งสองกินอาหารจนกลายเป็นหมู นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงความผิดบาปที่เกิดจากการไปกินอาหารของเทพเจ้าแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นมุมมองที่คนญี่ปุ่นมองตนเองว่าในอดีต พวกเขาเปรียบเสมือนคนละโมบโลภมากในช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูในยุค 80 ตามมาด้วยยุคเศรษฐกิจถดถอยในเวลาต่อมา และอีกหนึ่งมุมมองความขัดแย้งที่สำคัญอันเกิดจากทัศนะของฮายาโอะ ดังจะกล่าวต่อไปนี้

          ความรุ่งโรจน์ภายหลังสงครามสิ้นสุดลง

          แม้เหตุการณ์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิจะเปรียบเสมือนบาดแผลที่อเมริกาสร้างไว้แก่ญี่ปุ่น ทั้งความเสียหายจากพิษสงคราม เศรษฐกิจที่ถดถอยและความพ่ายแพ้ทางการทหารอย่างย่อยยับ แต่ไม่น่าเชื่อว่า หลังจากนั้นไม่นาน บาดแผลเหล่านี้จะถูกทดแทนด้วยความเจริญอย่างรวดเร็ว หลังสงครามจบญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งอันดับต้นๆ ของโลก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสหรัฐอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเทศญี่ปุ่นมากขึ้นด้วยการนำเทคโนโลยีจากชาติตะวันตกเข้ามาสู่ประเทศตะวันออกไกลแห่งนี้

          “จากผู้แพ้ทางสงครามสู่ผู้นำความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจ” ญี่ปุ่นปรับปรุงประเทศตนเองเพื่อสร้างความเข้มแข็งในทุกด้าน ด้วยการเริ่มสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจก่อน โดยเริ่มจากกลุ่มเศรษฐกิจชั้นนำของประเทศ คือ กลุ่มบริษัท “Keiretsu” อันได้แก่ Sumitomo, Mitsui, Yasuda และ Mitsubishi เป็นต้น บริษัทเหล่านี้ทำหน้าที่ผลิตอุตสาหกรรมหนักจำพวกรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอาวุธสงคราม ญี่ปุ่นสร้างรายได้มหาศาลจากการส่งอาวุธสงครามให้แก่สหรัฐอเมริกามาใช้ในช่วงสงครามเกาหลี จนเหล่าผู้ประกอบการต่างขนานนามว่า “ฝนตกจากฟ้า” คล้ายกับเป็นนัยยะแฝงไว้ว่า มีเงินจำนวนมากตกลงมาจากฟ้า ยิ่งไปกว่านั้นญี่ปุ่นยังพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองในด้านเทคโนโลยี ด้วยการนำเทคโนโลยีจากตะวันตกนำมาประยุกต์และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ส่งออกไปขายยังยุโรปอีกทอดหนึ่ง ด้วยราคาที่ต่ำกว่าจึงสร้างรายได้อย่างมหาศาล

          เศรษฐกิจสภาวะฟองสบู่แตก

          ในช่วงต้นเรื่องของแอนิเมชัน ผู้ชมจะได้เห็นฉากครอบครัวและจิฮิโระเดินทางผ่านสวนสนุกร้าง อันสะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในญี่ปุ่น โดยพ่อของจิฮิโระกล่าวว่า “มันอาจเป็นสวนสนุกที่ถูกทิ้งร้าง พวกเขาสร้างมันขึ้นมาเยอะมากตอนช่วงต้นปี 90 แต่มันเจ๊งเพราะปัญหาเศรษฐกิจ” ซึ่งในช่วงนั้นนับว่าเศรษฐกิจรุ่งเรืองมาก มีการรับวัฒนธรรมรวมถึงกิจกรรมผ่อนคลายของตะวันตกเข้ามา ซึ่งสวนสนุกนับเป็นอีกหนึ่งในกิจกรรมที่รับเข้ามา อันสะท้อนให้เห็นถึงความฟุ้งเฟ้อของชาวญี่ปุ่นที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นสังคมทุนนิยมแบบเต็มตัว อีกกรณีหนึ่งคือ ตัวละครพ่อและแม่ของจิฮิโระเปรียบเสมือนบุคคลผู้ปล่อยใจปล่อยกายไปตามอำนาจบัตรเครดิตและความฟุ้งเฟ้อของทุนนิยมจนกลายเป็นหมู เพื่อบรรลุโลกมายาของโรงอาบน้ำ อันเต็มไปด้วยวัฒนธรรมประเพณีตลอดจนคตินิทานต่างๆ ทว่า "โรงอาบน้ำภูตผีปีศาจเองก็เอาแน่เอานอนมิได้และมีด้านมืดของมัน เพราะฮายาโอะไม่ไร้เดียงสาถึงขนาดสร้างอดีตภูมิหรืออสุรภูมิให้มีลักษณะที่มีจิตใจบรรเจิดเลิศล้ำเช่นกัน" ดังนั้นจึงไม่ผิดแปลกอันใดที่โรงอาบน้ำถือเป็นสถานที่แห่ง "ความฟุ้งเฟ้อและมักมาก" เมื่อคราที่ผีไร้หน้าปรากฏตัวความมืดหม่นของจิตใจกลับถูกปะทุออกมาอย่างทันท่วงที

          กรณีการไม่รับรางวัลอันสะท้อนความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์

          แอนิเมชันเรื่อง Spirited Away ได้สร้างกระแสและได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นหลังออกฉาย ภาพยนตร์ยังได้รับเกียรติยศสูงสุดของวงการภาพยนตร์อย่างการได้รับรางวัลออสการ์ (Oscar) ท่ามกลางความปีติยินดีของผู้ชมอย่างท่วมท้นแต่ผู้กำกับฮายาโอะกลับไม่เดินทางไปรับรางวัลโดยให้เหตุผลว่า “ผมไม่อยากไปเยือนประเทศที่ทิ้งระเบิดถล่มอิรัก” สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ฮายาโอะไม่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากินั้นอาจเป็นเพราะจะนำมาซึ่งความขัดแย้งระลอกใหม่ที่อาจสร้างกระแสต่อต้านหรือกระแสเชิงลบของคนญี่ปุ่นที่มีต่ออเมริกา ดังนั้น การเลือกกล่าวถึงเหตุการณ์ความเลวร้ายด้านอื่นที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในขณะนั้นจึงนับเป็นวิธีที่ชาญฉลาดกว่า

          สงครามอิรัก-สหรัฐอเมริกา

          สงครามครั้งนี้ถือเป็นสงครามครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์เนื่องด้วยการเข้าไปมีอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้อยู่ที่เหตุผลที่ฮายาโอะเลือกที่จะพูดถึงความขัดแย้งระหว่างอิรักและสหรัฐอเมริกาเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงในวงกว้างเนื่องด้วยเป็นเหตุการณ์ที่กำลังคุกรุ่น สงครามอิรัก-สหรัฐอเมริกาเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศอิรักตั้งแต่ปี 2003 จากการที่อิรักถูกรุกรานโดยสหรัฐอเมริกาที่มีประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชเป็นผู้นำและอังกฤษที่มีนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์เป็นผู้นำ สงครามครั้งนี้มีชื่อเรียกอย่างอื่นว่าการยึดครองอิรักหรือสงครามอ่าวครั้งที่สอง แม้สงครามจะยุติลงตั้งแต่ปี 2011 แล้วแต่ความรุนแรงยังคงมีอยู่ประปรายทั่วประเทศ

          การที่ฮายาโอะเลือกที่จะหยิบยกประเด็นความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในขณะนั้นยกมาเป็นเหตุผลเพื่อประกาศแก่เวทีออสการ์ เวทีอันทรงเกียรติยศสูงสุดของวงการภาพยนตร์แห่งนี้ว่า ตนเองไม่ต้องการที่จะไปเยือนประเทศที่ทิ้งระเบิดอิรัก ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 75 ที่จัดขึ้นเพื่อมอบรางวัลสำหรับภาพยนตร์ที่เข้าฉายในปี 2002 โดยจัดขึ้นในวันที่ 23 มีนาคม ปี 2003 ซึ่งจัดขึ้นหลังจากที่อเมริกาได้ทิ้งระเบิดถล่มอิรักไปได้เพียง 3 วันเพียงเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันการประกาศเจตนารมณ์เช่นนี้คล้ายกับว่าญี่ปุ่นเลือกที่จะอยู่ฝ่ายเดียวกันกับอิรัก สามารถมองย้อนไปถึงความเลวร้ายในอดีตที่อเมริกาสร้างไว้แก่ญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเองก็นับเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับบาดแผลจากการที่อเมริกาทิ้งระเบิดสู่ประเทศของตนเอง ดังนั้นการกล่าวถึงในทำนองต่อต้านอเมริกาและแสดงความเห็นใจแก่เพื่อนร่วมชะตากรรม จึงนับเป็นการแสดงจุดยืนทำนองหนึ่งของเขา แต่หากมองในมุมมองประวัติศาสตร์อาจสะท้อนให้เห็นบาดแผลอันเกิดจากปูมหลังของฮายาโอะในวัยเด็กเองที่เกิดความรู้สึกเกลียดชังสงคราม เกลียดชังอเมริกา ประเทศที่สร้างสงครามกับญี่ปุ่นเมื่อครั้งเยาว์วัยอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกที่จะประกาศกร้าวเช่นนั้นไป

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

 

 

 

 

 

หมู่บ้านจิ่วเฟิ่น ในไต้หวัน อันเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสถาปัตยกรรมในแอนิเมชันเรื่อง Spirited Away

ที่มา https://www.pinterest.com/pin/8866530494973184/

 

ไต้หวันเป็นประเทศที่มีความเจริญ มีตึกรามบ้านช่องตั้งเรียงรายกันทุกหนแห่ง นอกเหนือจากความเจริญที่ปรากฎแล้วยังมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ส่งผลให้มีย่านเมืองเก่าที่เป็นตึกรามบ้านช่องอันเก่าแก่ที่ได้รับการรักษาบูรณะให้คงสภาพเดิมเรียงรายกันอยู่ซึ่งเป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากยุคสมัยจักรวรรดิญี่ปุ่นเรืองอำนาจ หลังจากจีนพ่ายแพ้ให้กับญี่ปุ่นในสงครามจีน-ญี่ปุ่น ในปี 1895 เป็นเหตุให้ไต้หวันซึ่งเคยเป็นอยู่ภายใต้การปกครองของจีนถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นทำการปกครองไต้หวันตั้งแต่ปี 1895-1945 นับเป็นช่วงเวลา 50 ปีที่แสนยาวนานแม้จะไม่ได้โหดร้ายถึงขนาดที่สร้างความโกรธแค้นอย่างฝังลึกแก่ชาวไต้หวันแต่ความเลวร้ายกลับแฝงอยู่ภายใต้รูปแบบการปกครอง ชาวไต้หวันถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างรุนแรงหลังจากที่ตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นก็พัฒนาไต้หวันให้ก้าวเข้าสู่ความทันสมัย

 

 

 

 

 

อีกหนึ่งฉากจากแอนิเมชันที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก เมืองโบราณจิ่วเฟิ่น ประเทศไต้หวัน

ที่มา https://th.readme.me/p/22634

 

สิ่งที่น่าสนใจในภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Spirited away คือฉากหลังของเรื่องที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถานที่จริง ซึ่งมีการนำสถาปัตยกรรมจากต่างประเทศผสมผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของตนเอง กล่าวคือ ฉากสำคัญของเรื่องอย่างย่านร้านอาหารลึกลับนั้นได้รับแรงบันดาลใจจาก หมู่บ้านจิ่วเฟิ่น (Jiufen) ในประเทศไต้หวันที่เคยเป็นเหมืองทองโบราณกลางหุบเขาและถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันเต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมโบราณ ร้านอาหารที่แฝงไว้ด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิม ปัจจุบันเมืองจิ่วเฟิ่นนับเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของประเทศไต้หวันเลยก็ว่าได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสำเร็จอย่างท่วมท้นของแอนิเมชันเรื่อง Spirited Away

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ร้านขายของฝากในเมืองจิ่วเฟิ่น ประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นของฝากจากแอนิเมชันสตูดิโอจิบลิ

อันสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของแอนิเมชัน

ที่มา https://www.rakyimtour.com/travel-info/jiufen-old-street-taipei-taiwan/

 

จะเห็นได้ว่าสถาปัตยกรรมของหมู่บ้านจิ่วเฟินนี้ก็นับเป็นส่วนหนึ่งที่หลงเหลือจากการตกเป็นอาณานิคมเช่นกัน เนื่องจากในอดีตหมู่บ้านแห่งนี้เป็นเหมืองทองคำที่มีชื่อเสียงตั้งแต่สมัยกษัตริย์กวงสวี่ แห่งราชวงศ์ชิง โดยตั้งแต่ช่วงปี 1890 ได้มีการสำรวจพบแร่ทองคำซึ่งตรงกับช่วงที่ญี่ปุ่นครอบครองไต้หวัน ญี่ปุ่นได้เนรมิตให้หมู่บ้านโบราณแห่งนี้กลายเป็นเหมืองทองอย่างสมบูรณ์แบบ โดยใช้แรงงานหลักคือเชลยศึกอันนำมาซึ่งความมั่งคั่งและคึกคักให้กับเมือง แต่เมื่อแร่ทองคำร่อยหรอลงบริษัทเอกชนของไต้หวันที่มารับช่วงต่อในช่วงปี 1987 ต้องประสบภาวะขาดทุนจนต้องปิดกิจการไปในที่สุด อาคารหลายแห่งในเมืองยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจวบจนปัจจุบัน อิทธิพลของญี่ปุ่นที่มีต่อสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ยังคงอยู่ หลังจากสงคราม กิจการเหมืองทองลดลง ปัจจุบันหมู่บ้านจิ่วเฟิ่นกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไต้หวัน

สถาปัตยกรรมที่ปรากฏในแอนิเมชันก็ถือเป็นเกร็ดที่น่าสนใจเพราะเป็นการผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้ากับสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของไต้หวันซึ่งสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์เป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นญี่ปุ่นโบราณกับสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ดังจะเห็นได้จากรูปแบบการออกแบบของเรื่องราวที่ไมได้ยึดตามต้นฉบับอย่างเมืองจิ่วเฟิ่นเสียทั้งหมด แต่เป็นเพียงการนำมาปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมของตนเองมากกว่า อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ว่าด้วยการสร้างสถาปัตยกรรม เพราะทั้งสองประเทศอยู่ในบริเวณดินแดนเอเชียตะวันออกเช่นเดียวกัน

          สถาปัตยกรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ปรากฏในแอนิเมชัน

 

 

 

 

 

 

สถานที่อันเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างฉากโรงอาบน้ำและรถไฟในแอนิเมชัน

ที่มา https://th.japantravel.com/places/tokyo/edo-tokyo-open-air-architectural-museum/138

 

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือการที่ผู้กำกับฮายาโอะเลือก Edo-Tokyo Open-Air Architectural Museum หรือ พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมกลางแจ้งเอโดะที่จัดแสดงผลงานทางสถาปัตยกรรมของยุคสมัยเอโดะเป็นสถานที่ในการเขียนบทในแอนิเมชันเรื่อง Spirited Away สถานที่ในเรื่องที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่แห่งนี้ ได้แก่ ฉากโรงอาบน้ำอะบุระยะและรถไฟที่จิฮิโระนั่งไปพร้อมกับวิญญาณไร้หน้าเพื่อเดินทางไปหาเซนิบาในชนบท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมที่ปรากฏในแอนิเมชันนั้นเป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ให้เข้ากับสถาปัตยกรรมเอโดะแบบโบราณ

เรื่อง : ปภาวี บัวชาบาล

พิสูจน์อักษร : ปยุต ถิระสาโรช

 

 

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด


เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและ...

31 ก.ค. 2563
“อันน

เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและ...

29 ก.ค. 2563

ประกาศขายทอดตลาด...

20 ก.ค. 2563