ข่าว หน้าแรก เกี่ยวกับเรา อาคารสถานที่ การประกันคุณภาพ วิชาการและวิจัย ติดต่อเรา

เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและสังคมอินเดียผ่านมุมมองภาพยนตร์ เรื่อง PK ผู้ชายปาฏิหาริย์

10 ก.ค. 2563





 

 

 

 

เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและสังคมอินเดียผ่านมุมมองภาพยนตร์ เรื่อง PK ผู้ชายปาฏิหาริย์

หากจะกล่าวถึง “ประเทศอินเดีย” ประเทศที่ภายในสังคมเต็มไปด้วยความเชื่อและกรอบของศาสนาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกำหนดวิถีชีวิตของผู้คนอีกขั้นหนึ่ง ความเชื่อเหล่านี้ยังคงหยั่งลึกอยู่ท่ามกลางสังคมแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ดังนั้นการทำความเข้าใจสังคมอินเดียจึงมิใช่แค่การศึกษาผิวเผินเรื่องศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องศึกษาลึกไปถึงรากฐานทางประวัติศาสตร์ ระบบวรรณะในสังคมหรืออาจรวมไปถึงวัฒนธรรมที่ตกทอดสู่สังคมปัจจุบัน

 

ภาพยนตร์เรื่อง PK หรือ ผู้ชายปาฏิหาริย์ ภาพยนตร์สัญชาติอินเดีย แนวคอมเมดี้ไซไฟ ที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นทั้งจากนักวิจารณ์และผู้ชม สร้างปรากฏการณ์ทางรายได้ทั่วโลกไปกว่า 1,700 ล้านบาท นับว่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์อินเดีย อีกทั้งภาพยนตร์ยังสร้างสถิติใหม่ในฮอลลีวูด (Hollywood) ด้วยการเป็นภาพยนตร์อินเดียที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ในสัปดาห์แรกด้วยการเข้าถึง 10 อันดับแรกบนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศ (Box Office) ก่อนที่จะทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยรายได้กว่า 3,200 ล้านบาทจากทั่วโลก เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันวงการภาพยนตร์บอลลีวูด (Bollywood) ของอินเดียมีความก้าวหน้าและได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น ท่ามกลางกระแสภาพยนตร์ปัจจุบัน การสร้างภาพยนตร์ที่นำเสนอมุมมองที่แตกต่างกลับสร้างความนิยมอย่างท่วมท้นทั้งในอินเดียและทั่วโลก ด้วยประเด็นทางศาสนาที่มัวแต่พร่ำสอนเรื่องศรัทธาแบบไม่ลืมหูลืมตา เพื่อให้ได้มาซึ่งการสักการะของผู้ศรัทธา

 

ภาพยนตร์สร้างกระแสการเกิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการตั้งคำถามต่อศาสนาว่า “ท้ายที่สุดแล้วพระเจ้ามีจริงหรือไม่ ” โดยเป็นเรื่องราวของ PK มนุษย์ต่างดาวที่ได้มายังโลกและพยายามศึกษาเรื่องมนุษย์ แต่กลับเกิดเรื่องราวไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเขาถูกใครบางคนขโมยรีโมทส่งสัญญาณไปทำให้ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับยานเพื่อกลับดาวที่ตนเองจากมาได้  เขาจึงต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่าง เมื่อต่างถามใครต่อใครว่าจะตามหารีโมทได้ที่ใด คนแล้วคนเล่าก็ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “พระเจ้ารู้ พระองค์ทรงรู้ทุกอย่าง” เรื่องราววุ่นๆ ป่วนปนฮาของมนุษย์ต่างดาวที่ออกตามหาพระเจ้าจึงบังเกิดขึ้น

 

ภาพยนตร์มีจุดเด่นอยู่ในทุกองค์ประกอบของเรื่องก็ว่าได้ ทั้งการดำเนินเรื่องที่แปลกใหม่พร้อมกับการผสมผสานระหว่างความเชื่อพื้นฐานของสังคมที่ขัดแย้งกับความเชื่อในรูปแบบใหม่ การไม่ตีตราลบหลู่ศาสนาหรือนิกายดั้งเดิมแต่อย่างใดนับเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของภาพยนตร์ เพราะเป็นเพียงการตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นความเชื่อ ในเรื่องศาสนาหรือพระเจ้าที่แท้จริงก็เท่านั้น ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมาประกอบกับบทพูดที่ชวนขมวดคิ้ว ชวนตั้งคำถามหักล้างกรอบความคิดดั้งเดิม นอกจากนี้ภาพยนตร์ยังมาพร้อมจุดเด่นในองค์ประกอบอื่นๆ ที่ชวนให้ผู้ชมคล้อยตามไปจนจบ คือ บทเพลงอันเป็นเอกลักษณ์ และโทนสีของภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกกลมกลืนกับประเด็นที่ภาพยนตร์นำเสนอที่แฝงไว้ด้วยความสนุกสนาน อีกทั้งการสร้างประเด็นความขัดแย้งในตัวบทของมันเอง เช่นการให้มนุษย์ต่างดาวมาตามหาพระเจ้า ก็นับว่าสร้างความแปลกใหม่ให้แก่วงการภาพยนตร์อินเดีย

 

วัฒนธรรมที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์

          Culture Shock ความไม่เข้าใจวัฒนธรรม

 

 

 

 

เครื่องแต่งกายของ PK ที่ดูหลากหลายและแปลกตาคล้ายกับคนเมาไร้ซึ่งสติ อันเกิดจากความไม่เข้าใจในวัฒนธรรม

ที่มา  https://orangejasminepurpleyam.com/2015/08/26/movie-are-you-pk-drunk/

 

ด้วยความที่พระเอกของเราเป็นตัวละครผู้มาจากต่างดาว เขาไร้ซึ่งความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับโลก การมาถึงของเขาจึงเปรียบเสมือนความไม่รู้อันเป็นบ่อเกิดจากความไม่เข้าใจวัฒนธรรม นับเป็นการเสนอเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ ความแตกต่างเช่นนี้จึงส่งผลให้เขาต้องปรับตัวอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้ชัดในช่วงแรกของภาพยนตร์ ที่การกระทำของเขาดูแปลกประหลาดผิดแผกจากมนุษย์ทั่วไป จนถูกตีตราว่าเป็นคนเมา นั่นเป็นเพราะเขาไร้ซึ้งความเข้าใจในความเป็นไปของวัฒนธรรมโลก

 

การกระทำของ PK จึงมาในรูปแบบของการพยายามปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่างจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน คล้ายๆ กับความรู้สึกเมื่อเราเดินทางไปต่างถิ่นในครั้งแรก ความรู้สึกที่จะต้องปรับตัวท่ามกลางวัฒนธรรมที่แตกต่างจึงเกิดขึ้น เนื่องด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมของเขานั้น ผู้คนบนดาว ไม่สวมใส่เสื้อผ้า ไม่มีภาษาพูด สื่อสารกันด้วยการจับมือ ไม่โกหก สังคมเต็มไปด้วยความจริงใจ ซึ่งเป็นการนำเสนอในรูปแบบของการเสียดสีสังคมมนุษย์ในปัจจุบันเช่นกัน ว่าเต็มไปด้วยสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาอีกทอดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า การกระทำ หรือความคิดของผู้คน ที่ถูกใช้กำหนดเป็นกรอบของผู้คนในสังคมอีกขั้นหนึ่ง ความเชื่อหรือศาสนาที่เกิดขึ้นล้วนเป็นสิ่งปรุงแต่งจากรอบตัว ดังปรากฏให้เห็นจากวัฒนธรรมการแต่งงาน

 

วัฒนธรรมการแต่งงาน

        ภาพยนตร์เลือกที่จะหยิบยกประเด็นการแต่งงานในสังคมอินเดียเล่าผ่านการนำเสนอ 2 มุมมอง ได้แก่ การแต่งงานแบบประเพณีดั้งเดิมและการแต่งงานแบบตะวันตก ซึ่งนับเป็นการนำเสนอในมุมมองที่แตกต่างได้อย่างน่าสนใจ อีกทั้งยังมีข้อน่าสนใจอีกว่า หากคู่แต่งงานนับถือศาสนาที่ต่างกัน เช่น ศาสนาพราหมณ์ฮินดูและคริสต์ งานแต่งก็จะเป็นในรูปแบบผสมผสานทั้งแบบอินเดียดั้งเดิมเข้ากับการแต่งแบบตะวันตก กล่าวคือ

 

พิธีแต่งงานแบบพราหมณ์ฮินดู

 

 

 

 

 

พิธีแต่งงานของชาวอินเดียตามรูปแบบศาสนาพราหมณ์ฮินดู

 

เนื่องด้วยประเทศอินเดียถือว่าเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากอันดับต้นๆ แห่งหนึ่งของโลก มีศาสนาอันหลากหลายดังนั้นประเพณีการแต่งงานจึงแตกต่างกันไปในแต่ละศาสนาเช่นกัน การแต่งงานแบบดั้งเดิมนั้นจะเป็นไปตามรูปแบบของศาสนาทุกขั้นตอน โดยมีข้อน่าสนใจว่า ประเพณีการแต่งงานนั้นฝ่ายหญิงจะต้องขอฝ่ายชายแต่งงานและประเพณีดั้งเดิมนั้นจะเกี่ยวข้องกับศาสนาฮินดูทุกขั้นตอน อันจะทำให้เห็นได้ว่า ศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องในวิถีชีวิตของผู้คนในแทบทุกพิธีกรรม ผู้หญิงนิยมจะสวมใส่ผ้าสาหรี่สีสันฉูดฉาดโดยเฉพาะสีแดงที่สื่อถึงพลังและอำนาจ พร้อมด้วยการสวมใส่เครื่องประดับจำนวนมาก  

 

ประเพณีที่ฝ่ายหญิงต้องไปสู่ขอฝ่ายชายนั้นเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้างแก่สังคมเช่นกัน จนมีคำกล่าวว่า “เกิดเป็นวัวในสังคมอินเดียยังดีเสียกว่าเกิดเป็นสตรี” เพราะวัวนั้นได้รับการยกย่องจากบุคคลทั่วไปในสังคมเนื่องด้วยเป็นพาหนะของพระเจ้า (พระศิวะ) การเกิดเป็นสตรีในอินเดียนับว่าเป็นสิ่งเลวร้ายในมุมมองของครอบครัวและทางสังคมเช่นเดียวกัน สตรีไม่ได้รับการยกย่อง อีกทั้งยังเกิดปรากฏการณ์ “ฆ่าทารกเพศหญิง” ขึ้น นับเป็นเรื่องน่าผิดแปลกที่แม้จะมีความเชื่อเรื่องพระเจ้ารวมไปถึงความผิดบาป แต่เหตุไฉนการเข่นฆ่าเช่นนี้จึงเกิดขึ้นท่ามกลางสังคมที่ความเชื่อในพระเจ้าอย่างหยั่งรากลึกเช่นนี้

 

          การแต่งงานนั้นสามารถเชื่อมโยงไปถึงวรรณะหรือรากฐานทางสังคม โดยผู้คนในสังคมไม่นิยมลูกสาว เนื่องด้วยปัจจัยทางสังคมหลากหลายประการ ทั้งการที่ต้องนำค่าสินสอดไปขอฝ่ายชายแต่งงาน และเมื่อแต่งงานออกเรือนไปแล้วก็จะไม่ได้อยู่เพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่หรือครอบครัวยามแก่เฒ่า เนื่องจากต้องย้ายไปอยู่กับครอบครัวสามี และต้องทำงานอย่างหนัก รวมถึงความเสียเปรียบอันว่าด้วยความไม่เท่าเทียมทางเพศในด้านต่างๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไปซึ่งยากแก่การเปลี่ยนแปลงในเร็ววัน คนอินเดียจึงไม่นิยมทารกหญิงแต่กลับเชิดชูความเป็นบุรุษอย่างออกหน้า ความไม่เท่าเทียมอันเกิดจากความเชื่อเช่นนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสังคมอัตตาธิปไตยหรือสังคมชายเป็นใหญ่ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศแห่งนี้

 

 

 

 

 

ปัจจุบันชาวอินเดียนิยมเจิม ติกะและบินดิ ที่ทำมาจากแร่มากกว่าการเจิมแบบเดิม

http://fashionpro.me/bindi-designs-match-face-shape/

 

มีข้อน่าสนใจว่า บินดิ (Bindi) และ ติกะ (Tika) จุดแดงที่แต้มกลางหน้าผากสตรีหรือบุรุษชาวอินเดียนั้น หากแต้มอยู่บนหน้าผากผู้หญิงจะเรียกว่า บินดิ (Bindi) ส่วนที่แต้มอยู่บนหน้าผากผู้ชายฮินดูบางคนเรียกว่า ติกกะ (Tikka) หรือ ติกะ (Tika) อันแสดงว่าฝ่ายหญิงได้ผ่านการสมรสแล้ว โดยทั่วไปจุดสีแดงนี้จะทำจากมูลวัวที่นำมาเผาและบดจนละเอียดแล้วผสมกับสีแดงชาดที่ได้จากรากไม้ มูลวัว ซึ่งไม่ถือว่าเป็นของสกปรกเพราะวัวเป็นพาหนะของพระเจ้า และกินพืชเป็นอาหาร ผงสีนี้จึงเรียกว่า "ผงวิภูติ"ส่วนในกรณีที่เลิกร้างกัน สตรีผู้นั้นจะลบจุดออกได้ต่อเมื่อเป็นการเลิกร้างโดยคำสั่งของศาล อีกทั้งหากสตรีผู้นั้นลบจุดบินดิออกโดยที่สามียังมีชีวิตอยู่ หรือไม่ได้เลิกกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จะถือว่าเป็นการกระทำในสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ

          พิธีแต่งงานแบบตะวันตก

 

 

 

 

 

ประเพณีการแต่งงานตามรูปแบบตะวันตกในอินเดีย

 

การแต่งงานตามวัฒนธรรมตะวันตกที่ภาพยนตร์เลือกนำมาเสนอนั้น ทำให้เห็นในอีกแง่มุมหนึ่งที่นับว่าน่าสนใจท่ามกลางสังคมปัจจุบันที่แปรเปลี่ยนไปจากอดีต กล่าวคือ นอกจากจะสะท้อนให้ถึงการเผยแพร่วัฒนธรรมเข้ามาในประเทศที่มีกรอบศาสนาดั้งเดิมหยั่งรากลึกอยู่แล้ว ยังทำให้เห็นว่าประเทศอินเดียนั้นมิได้ต่อต้านวัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่เป็นไปในทางยอมรับและนำมาปรับให้เข้ากับตนเองเสียมากกว่า โดยผู้หญิงจะนิยมสวมใส่ชุดแต่งงานแบบตะวันตก เนื้อผ้าสีขาว ดูหรูหรา ประดับด้วยเครื่องประดับจำนวนมาก อีกทั้งมีเพื่อนเจ้าสาวเข้าร่วมยินดีคล้ายกับแบบตะวันตกซึ่งแตกต่างจากประเพณีอินเดียแบบดั้งเดิม

          สถาบันครอบครัวในสังคมอินเดีย

“ การแต่งงานไม่ใช่เรื่องของคนสองคน แต่เป็นเรื่องของครอบครัว

ความศรัทธา ประเทศและวัฒนธรรมของเรามันแตกต่างกัน  ”

          ประโยคที่กล่าวโดย Sarfraz คนรักเก่าของ Jaggu เขาเป็นชาวปากีสถาน ประโยคอันสะท้อนให้เห็นถึง สถาบันครอบครัว ศาสนาและความขัดแย้งในประวัติศาสตร์ที่ยังทรงอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและแนวคิดของผู้คนจวบจนปัจจุบัน กล่าวคือ อินเดียนับเป็นประเทศที่มีสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็งมาก ด้วยสถาบันนี้เปรียบเป็นสถาบันพื้นฐานที่เชื่อมโยงเข้ากับทุกช่วงชีวิต นับตั้งแต่เกิด แต่งงานและความตาย อีกทั้งทุกช่วงชีวิตยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับสถาบันทางศาสนาอีกทอดหนึ่ง เรียกได้ว่า สถาบันทุกสถาบันทางสังคมถูกกำหนดอยู่ภายใต้กรอบทางศาสนาทั้งสิ้น

          วัฒนธรรมดนตรีประจำชาติ

          ดนตรีอินเดียถือเป็นหนึ่งในดนตรีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อันสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมดั้งเดิมที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรมและความเป็นมาของประเทศ บทเพลงประวัติศาสตร์ของอินเดียมีความเป็นเอกลักษณ์ในตนเองเป็นตัวเองสูงมาก มรดกทางวัฒนธรรมของดนตรีอินเดีย แบ่งออกได้เป็น 2 ฝ่าย คือ ดนตรีประจำชาติฝ่ายฮินดูและฝ่ายมุสลิม อิทธิพลของดนตรีมุสลิมจะอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ อิทธิพลของดนตรีฮินดูจะอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ วัฒนธรรมทางดนตรีอินเดียจะแบ่งแยกกันอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการเรียกชื่อเครื่องดนตรี ประเภทของเครื่องดนตรี แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือชาวอินเดียจะใช้เสียงดนตรีเป็นสื่อติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเองเคารพนับถืออยู่

          รูปแบบการบรรเลงที่ปรากฏในภาพยนตร์นั้น จะเป็นการบรรเลงในรูปแบบวงดนตรีหรือแบบกลุ่ม วงดนตรีอินเดียส่วนมากจะใช้บรรเลงประกอบการแสดงหรือบรรเลงในขบวนแห่ต่างๆ เครื่องดนตรีที่นำมาใช้จึงแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเครื่องหนัง ประกอบด้วยกลองชนิดต่างๆ และกลุ่มเครื่องดนตรีบรรเลงทำนองเพลง ประกอบด้วย วีณา ขลุ่ย รวมทั้งนักร้องด้วย

          เครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์

 

 

 

 

 

เครื่องดนตรีพื้นบ้านที่นำมาผสมผสานเข้ากับเครื่องดนตรีตะวันตก จึงเกิดการผสมผสานดนตรีในรูปแบบใหม่ขึ้น

 

อินเดียถูกขนานนามว่าเป็น “เจ้าแห่งจังหวะ” กลองหรือเครื่องตีต่างๆ จะทำหน้าที่เพิ่มสีสันให้กับบทเพลง เพื่อสร้างความเร้าใจและน่าฟังยิ่งขึ้น กลองต่าง ๆ เป็นเครื่องดนตรีที่อยู่ในตระกูลอวนัทธะมีจำนวนมากกว่า 1,000 ชนิด แต่ที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายมีอยู่ไม่กี่ชนิด โดยเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ปรากฏในภาพยนตร์มีดังนี้

          - กลอง Dholak นับเป็นอีกหนึ่งเครื่องดนตรีพื้นบ้านของอินเดีย จึงทำให้ขาดการปรับแต่งใดๆ แต่ยังคงรูปลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้อยู่ พื้นผิวของกลองนั้นนับเป็นตัวกำหนดเสียง กล่าวคือ หากทำมาจากหนังแพะ จะทำให้เสียงแหลม และหากทำมาจากหนังควาย จะทำให้เสียงทุ้มและกว้างกว่า

          - เครื่องตี Kanjira เป็นเครื่องดนตรีตระกูลแทมบูรีนหรือดนตรีเครื่องกระทบ ที่มีลักษณะขอบกลมเหมือนขอบกลอง ขนาดเล็กประมาณ 10 นิ้ว และมีหนังกลองอยู่ตรงกลาง นับเป็นอีกหนึ่งเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ใช้ในอินเดียมานานหลายศตวรรษ

          เครื่องดนตรีต่างชาติที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์

 

 

 

 

 

ภาพ PK และกลุ่มนักดนตรีชาวอินเดีย

 

เครื่องดนตรีต่างชาติที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงการรับวัฒนธรรมตะวันตกที่ถูกเผยแพร่เข้ามาผสมผสานเข้ากับดนตรีดั้งเดิม ดังที่ปรากฏในภาพยนตร์จะเห็นได้ว่ามีเครื่องดนตรีตะวันตกที่หลากหลาย ได้แก่ ฟลูเกิลฮอร์น ทรัมเป็ต ทรอมโบน แซ็คบัท เฟรนช์ฮอร์น ซูซาโฟน และ คลาริเน็ต การเล่นดนตรีเป็นไปในทางสนุกสนาน มีการนำเครื่องดนตรีพื้นบ้านมาประกอบการเล่นกับเครื่องดนตรีตะวันตกเช่นกัน การเล่นมาในรูปแบบกลุ่มหรือวงดนตรี

          ศิลปะการร่ายรำแบบศิวนาฏราช

 

 

 

 

 

PK และ Jaggu เต้นรำอันเป็นส่วนหนึ่งของการร่ายรำแบบศิวนาฏราช อันเป็นเอกลักษณ์ของวงการ Bollywood

 

ภาพยนตร์ไม่ลืมที่จะสอดแทรกวัฒนธรรมการร่ายรำอันเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของภาพยนตร์บอลลีวูด (Bollywood) เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของวัฒนธรรม อันเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของไศวนิกาย ซึ่งภาพยนตร์อินเดียส่วนใหญ่ก็จะมีการร่ายรำเช่นนี้ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยอยู่เนืองๆ ท่วงทำนองและท่าเต้นที่ถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง เมื่อใดก็ตามที่ตัวละครมีความรู้สึกเศร้าหมอง ภาพยนตร์ก็มักจะแทรกความสนุกสนานผ่านดนตรีและเสียงเพลง เพื่อให้ตัวละครลุกขึ้นมาโยกย้ายส่ายสะโพก กวัดแกว่งมือเท้าไปมา นอกจากจะทำให้ตัวละครเกิดความผ่อนคลายแล้ว ยังทำให้ผู้ชมเกิดความหลากหลายทางอารมณ์อยู่เสมอ

          โดยชาวอินเดียเชื่อว่า จุดกำเนิดของการฟ้อนรำมีความสัมพันธ์กับเทพ 2 องค์ คือ พระศิวะ และ พระพรหม นาฏศิลป์อินเดียมีความผูกพันอยู่กับคติความเชื่อและศรัทธาในศาสนาฮินดู การแสดงนาฏศิลป์สะท้อนให้เห็นถึงการเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา อินเดียถือว่านาฏศิลป์กำเนิดมาจากตามคัมภีร์ภารตะนาฏยศาสตร์ ประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์อินเดียตามคัมภีร์นาฏยศาสตร์ คือ พระภารตะมุนีเป็นผู้รับพระราชทานนาฏลีลาจากพระพรหมและพระศิวะ

          ชาวฮินดูจึงยกย่องพระศิวะเป็น “นาฏราชา” หมายถึง พระราชาแห่งการฟ้อนรำ ยุคที่อินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ อินเดียได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทางด้านนาฏศิลป์และการละคร เพราะถูกวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาผสมผสานทำให้นาฏศิลป์ที่เป็นแบบฉบับในราชสำนักไม่ได้รับการดูแลรักษา ต่อมาเมื่ออินเดียเป็นเอกราช จึงเกิดการฟื้นฟูนาฏศิลป์ประจำชาติขึ้นมาใหม่

ศาสนา

          นับเป็นประเด็นที่สร้างความแปลกใหม่ในการนำเสนอพร้อมกับการดำเนินเรื่องที่สนุกสนาน ภาพยนตร์เลือกที่จะสร้างประเด็นหลากหลาย พร้อมกับนำพาผู้ชมลงไปสำรวจความเชื่อที่หยั่งรากลึกอยู่ในสังคมอินเดีย ในรูปแบบ “พหุศาสนา” ผ่านตัวละคร “PK” เมื่อเขาตระหนักแน่แล้วว่า สังคมมีศาสนาและนิกายที่หลากหลายแล้ว ดังนั้นจึงทำให้เขาเลือกที่จะนับถือทุกศาสนาและทุกนิกายเพื่อตามหา “พระเจ้าที่แท้จริง” อินเดียเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยปรัชญาและศาสนา ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์และซิกส์ ลดหลั่นลงตามลำดับ

          ความน่าสนใจของภาพยนตร์ไม่ได้มีเพียงแค่การพาไปสำรวจศาสนาฮินดูอันเป็นศาสนาหลักเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาเชน ดังจะกล่าวต่อไปนี้

ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู

          ภาพยนตร์เลือกศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูเป็นศาสนาหลักในการดำเนินเรื่อง เนื่องด้วยประชากรส่วนใหญ่ในประเทศอินเดียนับถือศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูเป็นหลัก ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาแบบเทวนิยม เป็นศาสนาที่มีพระเจ้ามากที่สุดในโลกอีกมาก นับตั้งแต่พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ พระลักษมี พระพิฆเณศวร์ และอื่นๆ การตั้งคำถามเกี่ยวกับพระเจ้ากับชาวฮินดูที่มีความเชื่อและความศรัทธาหยั่งรากลึกมายาวนานจึงนับว่าผิดแปลก อีกทั้งวิถีชีวิต พิธีกรรมและกิจกรรมในทุกช่วงชีวิตของผู้คนนั้นต่างเชื่อมโยงเข้ากับความเชื่อศาสนาและเทพเจ้าเป็นสำคัญ จึงเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่จะนำเสนอภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการตามหาพระเจ้า และการตั้งคำถามถึงความจริงแท้ที่ว่า พระเจ้าคือผู้สร้างมนุษย์ หรือพระเจ้าคือความเชื่อที่มนุษย์สร้างขึ้นมากันแน่ จึงเป็นเรื่องท้าทายในสังคมอินเดีย

          วัวสัญลักษณ์ของพระเจ้า

          การนำเสนอประเด็นทางศาสนาของภาพยนตร์นับว่ามีความละเอียดและมีประเด็นที่หลากหลาย การเลือกใช้วัวที่เป็นอีกหนึ่งในสัญลักษณ์ของศาสนา นับว่าสร้างความน่าสนใจแก่ภาพยนตร์อยู่ไม่น้อย กล่าวคือ “วัวถือเป็นอีกหนึ่งในยานพาหนะของพระเจ้าในศาสนาฮินดู”

          “โคอุศุภราช” หรือ “โคนนทิ” หรือ “โคนันทิ” เป็นพาหนะประจำองค์พระศิวะ มีที่มาจากหลากหลายตำนาน เช่น  เป็นโคเผือกที่เกิดจากแม่โคที่ชื่อว่า “นางโคสุรภี” กำเนิดมาจากครั้งที่เกิดการกวนเกษียรสมุทร กับ “พระกัศยปะ” ซึ่งในตอนแรกต้องการให้นางโคสุรภีมาเป็นพาหนะ แต่เพราะนางเป็นเพศเมีย พระองค์จึงได้แปลงกายเป็นโคเพศผู้ไปร่วมหลับนอนจนมีพระโอรสเป็น โคนนทิ หรือในบางตำนานก็กล่าวว่า “โคนนทิราช” หรือ “โคอศุภราช” เป็นเทพองค์หนึ่งที่คอยคุ้มครองดูแลบรรดาสัตว์อยู่ที่เขาไกรลาส และในบางครั้งก็จะแปลงร่างเป็นโคเผือกเพื่อเป็นพาหนะของ พระศิวะ และอีกตำนานก็กล่าวว่า “โคนนทิ” ไม่เพียงเป็นเทพผู้คุ้มครองสัตว์สี่เท้าเท่านั้น แต่ยังเป็นเทพนักดนตรีอีกด้วย เพราะปรากฏให้เห็นว่าโคตนนี้เป็นผู้ตีตะโพนให้แก่พระศิวะได้ร่ายรำในโอกาสสำคัญ

          วิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับน้ำของชาวฮินดู

 

 

 

 

 

PK ขณะกำลังทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับน้ำ

 

คนอินเดียมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับน้ำตลอดทั้งชีวิตของพวกเขา ตั้งแต่การอาบน้ำในแม่น้ำ การทำพิธีกรรมทางศาสนา หรือจะเป็นการนำศพไปลอยแม่น้ำ แม่น้ำได้รับการเคารพนับถือให้เป็นเทพเจ้า อันเนื่องมาจากแม่น้ำเป็นสิ่งที่ใช้ชำระล้างเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ประกอบกับความเชื่อทางศาสนาทำให้แม่น้ำสำคัญหลายสายในอินเดียได้รับการเคารพสักการะว่ามีความศักดิ์สิทธิ์สามารถชำระล้างบาปได้หมดสิ้น เช่น พระแม่คงคา พระแม่ยมุนา เป็นต้น

ศาสนาคริสต์

 

 

 

 

 

PK ขณะกำลังรับพิธีศีลจุ่มหรือบัพติศมา (Baptist) เพื่อเข้านับถือศาสนาคริสต์

 

 

มีหลายฉากในภาพยนตร์เช่นกันที่ตัวละคร PK ได้ทำพิธีกรรมเกี่ยวกับน้ำ ทั้งการประกอบพิธีทางศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูในแม่น้ำ แต่กลับกันภาพยนตร์ไม่เลือกที่จะนำเสนอผ่านศาสนาพราหมณ์ -ฮินดูเสียเพียงอย่างเดียว โดยยังเลือกพูดถึงการที่ PK เข้ารับพิธีศีลจุ่มหรือพิธีบัพติมาเพื่อเข้านับถือศาสนาคริสต์ที่ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งศาสนาที่มีรูปแบบการนับถือเทพเจ้าหรือเทวนิยมเช่นเดียวกัน ซึ่งพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนานั้น ถูกเชื่อมโยงเข้ากับน้ำอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการชำระล้างบาป ชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ โดยในพิธีนั้นผู้ให้บัพติศมาจะให้ผู้รับเปลือยกายลงแช่ในแม่น้ำ ซึ่งมีทั้งแบบให้จุ่มทั้งตัว ยืน หรือคุกเข่าในน้ำ แล้ว “ผู้ให้บัพติศมา” จะตักน้ำรดลงบน “ผู้รับบัพติศมา”  ในปัจจุบันบางนิกายยังรักษาวิธีการแบบเดิม แต่บางนิกายก็ใช้วิธีเทน้ำรดลงบนหน้าผากของผู้รับสามครั้งแทน

ศาสนาอิสลาม

          ภาพยนตร์นำเสนอศาสนาอิสลามในมุมมองความขัดแย้งกับศาสนาดั้งเดิมของประเทศอย่างศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู แต่ภาพยนตร์ไม่ได้นำเสนอศาสนาอิสลามในมุมมองผู้ร้าย เพียงแค่นำเสนอให้เห็นมุมมองที่ขัดแย้งอันเกิดจากความแตกต่าง ที่ยังคงมีอยู่ท่ามกลางประเทศที่ความเชื่อหยั่งรากลึกเช่นนี้ โดยข้อมูลจากสำมะโนประชากรปี 2011 มีชาวมุสลิมในประเทศอินเดียมากถึง 14.2% ซี่งมีผู้นับถือรองจากศาสนาประจำชาติอย่างศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู อีกทั้งรูปแบบการนับถือของศาสนานั้นยังเป็นรูปแบบเทวนิยมหรือนับถือพระเจ้า

 

 

 

 

 

ชาวมุสลิมขณะกำลังละมาด

 

ภาพยนตร์เลือกที่จะพูดถึงพิธีกรรมสำคัญทางศาสนาอย่าง “พิธีละหมาด” อันเป็นการปฏิบัติศาสนกิจอย่างหนึ่งในศาสนาอิสลาม เพื่อเป็นการภักดีต่ออัลลอฮฺ มุสลิมทุกคนจะต้องละหมาด วันละ 5 เวลา ภาพยนตร์เลือกนำจุดนี้มาเป็นสำคัญ เพราะ “ฮิจาบ” หรือผ้าคลุมนั้นนับเป็นเอกลักษณ์เครื่องแต่งกายที่บ่งบอกถึงศาสนาที่นับถือ

Wrong Number? กับแนวคิดว่าท้ายที่สุดแล้วพระเจ้ามีจริงหรือไม่ ”

          ภาพยนตร์ได้สะท้อนแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับศาสนาที่ว่าท้ายสุดแล้วพระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้นำเสนอในแนวทางต่อต้านศาสนาแต่นำเสนอในรูปแบบของการตั้งคำถามมากกว่า ภาพยนตร์เลือกสร้างตัวละคร PK ออกมาในรูปแบบของชายผู้มาจากต่างโลก เขามาพร้อมความ “ใสซื่อและบริสุทธิ์” จิตใจของเขาไร้ซึ่งการปรุงแต่งใดๆ จึงมองทุกอย่างด้วยความเป็นกลาง เพราะเขาไม่ได้รับการปรุงแต่งหรือหล่อหลอมมาจากสังคม

          แม้ในท้ายที่สุด ภาพยนตร์จะตั้งคำถามต่อการมีอยู่ของพระเจ้า แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับเสนอว่า ท้ายที่สุดแล้ว พระเจ้ามีอยู่จริง เพียงแต่ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นผู้ติดต่อกับพระเจ้านั้นเปรียบเสมือนภัยสังคมในอีกรูปแบบหนึ่ง พวกเขาเหล่านี้อาศัยความกลัวของผู้คนในสังคมเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ความศรัทธา” การสร้างศรัทธาอย่างไร้ขอบเขตโดยผู้นำทางศาสนาหรือผู้นำนิกายต่างๆ ที่ล้วนแล้วชี้นำผู้คนไปในทางที่ผิด พวกเขาเปรียบเสมือนภัยสังคมที่ไม่ได้มาในรูปแบบของอาชญากรรม แต่มาในรูปแบบของการสร้างความศรัทธาอย่างผิดบาป

          ภาพยนตร์เลือกที่จะนำเสนอแนวคิดผ่านตัวละคร PK ว่าหากพระเจ้ามีอยู่จริง เขามองว่าพระเจ้านั้นคือความหวังหรือสิ่งที่ผู้คนคิดขึ้นมาเอง ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่พระเจ้าที่แท้จริง รวมถึงว่ามนุษย์ตัวเล็กๆ บนดาวใบหนึ่งนั้นจะปกป้องพระเจ้าที่เปรียบเสมือนผู้สร้างจักรวาลได้อย่างไร ท้ายที่สุดแล้ว พระเจ้าของใครบางคนอาจจะเป็นแค่การตีตราสร้างความแตกต่างเพื่อการแบ่งแยก หรืออาจรวมไปถึงการสร้างผลประโยชน์ให้กับตนหรือเพื่อคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็เท่านั้น

เมื่อศาสนาปะทะวิทยาศาสตร์

          “ความขัดแย้งระหว่างความเชื่อ 2 ขั้ว” นับเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของภาพยนตร์ ในการสร้างประเด็นความขัดแย้งในตัวบท คือ การนำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองสองฝั่ง คือ “มุมมองที่ 1 ความเชื่อเรื่องพระเจ้ามีอยู่จริง ซึ่งเป็นตัวแทนของมุมมองศาสนา” และ “มุมมองที่ 2 ความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวซึ่งเป็นตัวแทนมุมมองวิทยาศาสตร์” แม้ในปัจจุบันจะยังไร้ซึ่งหลักฐานใดๆ เพื่อมายืนยันว่า มุมมองทั้ง 2 มีอยู่จริงหรือไม่ แต่กลับกันการเลือกที่จะนำเสนอประเด็นในแบบปลายเปิดเพื่อให้ผู้ชมได้ไปตัดสินเองนั้น กลับทำให้เรื่องราวที่ภาพยนตร์นำเสนอของมีความน่าติดตามและสร้างมุมมองแปลกใหม่มากขึ้น

          มุมมองทางศาสนาที่ภาพยนตร์นำเสนออยู่ในรูปแบบความเชื่อสุดโต่งของผู้คน และนำการมองโลกของมนุษย์ต่างดาวซึ่งเป็นตัวแทนของมุมมองด้านวิทยาศาสตร์มาโต้แย้งกัน กล่าวคือ PK ที่เป็นตัวแทนจากมุมมองวิทยาศาสตร์นั้น เขามองทุกอย่างตามความเป็นจริงและตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัวที่ตนเองสงสัย ซึ่งเป็นไปตามหลัก “เหตุและผล” ของวิทยาศาสตร์ แม้การตั้งคำถามเกี่ยวกับศาสนาของเขาจะดูขัดแย้งกับศรัทธาของผู้คนในสังคมก็ตาม แต่กลับกันทำให้เห็นมุมมองทางศาสนาในมุมมองใหม่ ที่แปลกออกไปและไม่มีใครกล้าตั้งคำถามนั่นเอง

มิติทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์

 

 

 

 

 

SanFraz และ Jaggu ขณะอยู่ที่ประเทศเบลเยียม

ที่มา https://focusonbelgium.be/en/culture/bollywood-bruges

 

“แนวคิดเรื่องความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน” ถูกถ่ายทอดในช่วงแรกของภาพยนตร์ ผ่านตัวละคร “SarFraz” ชายหนุ่มชาวปากีสถานที่ตกหลุมรักกับ “Jaggu” หญิงสาวชาวอินเดีย ทั้งสองนับเป็นตัวละครที่ถูกออกแบบมาได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการใส่มุมมองผู้ชายโรแมนติกที่เติบโตท่ามกลางความขัดแย้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาแตกต่างออกไปคือ “ความรัก” แม้ความรักของเขาที่มีให้ต่อ ”Jaggu” จะมากมายเพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้ว ภาพยนตร์ก็เลือกที่จะสะท้อนให้เห็นเลยว่า “ภายใต้การดำเนินชีวิตของผู้คน” กลับถูกขัดขวางไว้ด้วยความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติและความแตกต่างระหว่างศาสนา “ความรักของพวกเขาจึงนับเป็นสิ่งต้องห้าม

          มิติทางประวัติศาสตร์ปรากฏผ่านภาพยนตร์เช่นกัน แต่การนำเสนอไม่ได้มาในรูปแบบที่นำไปซึ่งความขัดแย้ง กล่าวคือ หลังอังกฤษได้เข้ามาล่าอาณานิคมในช่วงลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) ต่อมาเมื่อปี 1947 อังกฤษได้มอบเอกราชให้แก่ทั้งสองชาติ ซึ่งนำมาสู่การแบ่งแยกประเทศออกเป็นสองประเทศ คือ ประเทศอินเดียและประเทศปากีสถานตะวันตกและปากีสถานตะวันออก โดยใช้เกณฑ์ของศาสนาเป็นตัวตั้ง กล่าวคือประชาชนที่เป็นชาวฮินดูจะอยู่ที่ประเทศอินเดียต่อไป แต่กลับกันประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามให้อพยพย้ายถิ่นไปอยู่ประเทศปากีสถานตะวันตกหรือตะวันออก การแบ่งแยกประเทศที่เคยอยู่ภายใต้อาณานิคมเดียวกันในครั้งนี้ ส่งผลกระทบในวงกว้างมากกว่าเดิมเสียอีก ทั้งความรู้สึกแบ่งแยกทางศาสนามากขึ้น และไร้ซึ่งความรู้สึกร่วมในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

          ภาพยนตร์ได้ฉายภาพของประเทศเบลเยียมในมุมมองเมืองแสนโรแมนติก เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรักและความสงบ ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ทางศาสนาใดๆ มากำหนดรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คน แต่หากมองในอีกแง่มุมหนึ่งนี่อาจเป็นการนำเสนอประเด็นที่ต่างออกไปว่า นี่คือความรักที่เติบโตท่ามกลางดินแดนที่ไร้ซึ่งความขัดแย้งหรือการนำกฎเกณฑ์ใดๆ ทางศาสนา เราจะเห็นได้ว่า เบลเยียมเปรียบเสมือนประเทศที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใดๆ ในการกำหนดสังคม ศาสนา วัฒนธรรม สังคมเต็มไปด้วยความอิสระภายใต้ค่านิยมในสังคมสมัยใหม่ ไม่ยึดติดหรืองมงายกับความเชื่อดั้งเดิม การแต่งกายหรืออาจรวมไปถึงวิถีชีวิตของผู้คนในประเทศเบลเยียมเต็มไปด้วยภาพของความทันสมัยท่ามกลางเมืองแสนศิวิไลซ์ แตกต่างจากประเทศอินเดียลิบลับ อันทำให้เห็นได้ว่า ความรักของพวกเขาจะไม่เกิดขึ้นแน่หากพวกอยู่ในอินเดียและปากีสถานประเทศใดประเทศหนึ่งก็ตาม

วัฒนธรรมต่างชาติที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์

          วัฒนธรรมอังกฤษ

          หลังจากที่อินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ สิ่งที่ตกทอดมาจวบจนปัจจุบัน คือ “ภาษา” ในภาพยนตร์มีหลายประโยคหลากหลายบทพูดที่เต็มไปด้วยคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นวรรณะใดรวยหรือจน ก็ต่างพูดได้สองภาษาทั้งสิ้น หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วจำนวนคนที่พูดภาษาอังกฤษในอินเดียมีอยู่กว่า 11% จากประชากรทั้งหมด ส่วนภาษาที่คนอินเดียพูดกันมากที่สุด คือ ภาษาฮินดีอันมีรากฐานมาจากภาษาตระกูลอินโดอารยัน (Indo Aryan) ภาษาที่ทางการอินเดียใช้คือ ภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ดีด้วยอินเดียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ พร้อมทั้งผู้คนจำนวนมาก จึงทำให้แต่ละพื้นที่จะมีภาษาพูดที่หลากหลายต่างกันไปตามปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ดังนั้นประเทศอินเดียจึงไม่ยกภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นภาษาประจำชาติ โดยมีตัวอย่างคำทับศัพท์ที่ปรากฏในภาพยนตร์ ดังเช่นคำว่า Breaking News หมายถึง ข่าวด่วนหรือข่าวมาแรง Excuse Me หมายถึง ขอโทษนะคะ/ครับ Taxi หมายถึง รถแท็กซี่ Suicide หมายถึง ฆ่าตัวตาย Battery หมายถึง แบตเตอรี่ Hospital หมายถึง โรงพยาบาล Delivery หมายถึง การจัดส่ง/ขนส่ง นี่นับเป็นส่วนหนึ่งของคำทับศัพท์ที่ปรากฏในภาพยนตร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ว่า มีคำทับศัพท์จำนวนมากปรากฏในทั้งคำทับศัพท์และคำพูดในบทสนทนาที่ใช้กันทั่วไป

          แรงต่อต้านจากศรัทธาที่เห็นต่าง

 

 

 

 

 

ชาวอินเดียเผาโรงภาพยนตร์และทำลายโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง PK

ที่มา http://www.prasitsblog.com/2015/04/pk.html

 

“ภาพยนตร์เปรียบเสมือนตัวแทนของความเกลียดชังในรูปแบบใหม่” กล่าวคือ แม้การฉายของภาพยนตร์จะได้รับคำชมจากนักวิจารณ์และสร้างรายได้มูลค่ามหาศาลมากเพียงใด แต่กลับกันความเกลียดชังหรือแรงต่อต้านจากภายในยังคงมีอยู่ คล้ายกับเหรียญที่มีอยู่สองด้าน เมื่อมีคนรักย่อมมีคนเกลียดเป็นธรรมดา ด้วยการนำเสนอประเด็นศาสนาที่ละเอียดอ่อนแต่กลับแฝงไว้ด้วยความเป็นจริงในการตั้งคำถามตามหลักเหตุและผลแบบวิทยาศาสตร์

          ประเด็นการตามหาพระเจ้าที่ภาพยนตร์เลือกนำมาเป็นประเด็นหลักนั้น สร้างแรงต่อต้านจากผู้คนอินเดียบางส่วนโดยเฉพาะกลุ่มคนเคร่งศาสนา แม้ภาพยนตร์จะได้รับการตอบรับสูงทั้งในอินเดีย และในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปที่มีคนอินเดียอพยพไปอยู่จำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการชุมนุมคัดค้านโจมตีการฉายภาพยนตร์ มีการเผาและทำลายโปสเตอร์ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ในอินเดียจึงเปิดเวทีให้โต้แย้งกันระหว่างกลุ่มคนที่เห็นต่างอย่างครึกโครม นับว่าภาพยนตร์สร้างแรงกระตุ้นในหลากหลายด้านให้ทั้งวงการภาพยนตร์และสร้างมุมมองใหม่ๆ แก่สังคมอินเดีย การสร้างภาพยนตร์ที่ตั้งคำถามกับความเชื่อทางศาสนาจะเห็นได้ว่า มักจะถูกต่อต้านอยู่เสมอ แม้แต่ภาพยนตร์เรื่อง Slumdog Millionaire ภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลออสการ์ (Oscar) ได้อย่างยิ่งใหญ่เมื่อปี 2008 ในสาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) อันสะท้อนให้เห็นความเป็นจริงที่เน่าเฟะภายในสังคมอินเดีย แต่กลับถูกตีตราว่าไม่ควรฉาย นับเป็นการยากที่จะนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้บังเกิดแก่ประเทศที่มีความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมเช่นนี้

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

PK ขณะเพิ่งมาเยือนโลกเขามาในลักษณะชายเปลือยกายคล้ายคนเมาไร้สติ

 

มีข้อน่าสนใจว่า คำว่า PK หรือ Pee-Kay ในภาษาฮินดี หมายความว่า “เมา” ซึ่งก็สอดคล้องกับประเด็นที่ภาพยนตร์ต้องการนำเสนอในมุมมองทางศาสนาที่ว่า ตัวละคร PK นั่นคล้ายกับคนเมาไร้ซึ่งสติ ที่ตั้งคำถามต่อศาสนาและพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นยังสะท้อนให้เห็นในอีกแง่มุมหนึ่งของสังคมว่าผู้คนในสังคมอินเดียต่างศรัทธาในความเชื่ออย่างแรงกล้าคล้ายกับเป็นคนเมามายไร้ซึ่งสติ นั่นคือ ความศรัทธาอย่างไร้ขอบเขต ไร้สติซึ่งการยั้งคิด ความศรัทธาแฝงตัวอยู่ในทุกช่วงชีวิตของผู้คน ศาสนาจึงเปรียบเสมือนความเชื่อพื้นฐานของสังคมที่เติบโตท่ามกลางความเป็นพหุวัฒนธรรม พหุเทวนิยมและนิกายที่หลากหลาย ความเชื่อต่างก่อตัวขึ้นจากบริบทโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในการใช้ชีวิต ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ ความต้องการหาที่พึ่งพาทางจิตใจ ศาสนาหรือความเชื่อจึงต้องสร้างความศรัทธาขึ้นมาทดแทนสิ่งเหล่านั้น ศรัทธาจึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลก เพียงแค่ต้องศรัทธาอย่างมีสติก็เท่านั้น

         

 

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด


เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและ...

31 ก.ค. 2563
“อันน

เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและ...

29 ก.ค. 2563

ประกาศขายทอดตลาด...

20 ก.ค. 2563