ข่าว หน้าแรก เกี่ยวกับเรา อาคารสถานที่ การประกันคุณภาพ วิชาการและวิจัย ติดต่อเรา

Roll Jordan Roll : วิเคราะห์บทเพลงแห่งทาสผู้แสวงหาอิสรภาพ ผ่านมิติเชิงวัฒนธรรม

26 มิ.ย. 2563





เหล่าทาสยืนประสานเสียงกันร้องบทเพลง Roll Jordan Roll เพื่อสวดส่งดวงวิญญาณไปสู่อิสรภาพ
ที่มา https://youngblackfeminist.com/post/79825976747/cinematicbeings-best-scenes-of-2013-roll

“คน สัตว์ สิ่งของ” น่าจะเป็นคำจำกัดความที่เหมาะสมที่สุด สำหรับสิ่งที่ถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์เรื่อง 12 Years A Slave หรือ ปลดแอกคนย่ำคน ไม่ใช่ว่าทาสถูกปฏิบัติเยี่ยงคน สัตว์ หรือสิ่งของแต่อย่างใด แต่ในที่นี้ ทาสนั้นได้รับการปฏิบัติที่ต่ำกว่าสามสิ่งข้างต้น แม้จะกล่าวว่า “มนุษย์เกิดมาอย่างเท่าเทียมกัน” เพียงใด แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งของประวัติศาสตร์ ความเป็นจริงอันแสนโหดร้ายนี้กลับสร้างบาดแผลฝังลึกแก่ชาวอเมริกันไว้อย่างไม่เสื่อมคลายเช่นกัน

Roll Jordan Roll หนึ่งในเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ เปรียบเสมือนบทเพลงแห่งจิตวิญญาณของเหล่าทาสที่กำลังเปล่งเสียงเพื่อเรียกร้อง “อิสรภาพจากพระผู้เป็นเจ้า” ผ่านเสียงร้องประสานที่สะท้อนความเจ็บปวด ว่า

Went down to the river Jordan,
Where John baptised three
Well I walked to the devil in hell
Sayin John ain't baptise me
I say;
Roll, Jordan, roll
Roll, Jordan, roll
My soul arise in heaven, Lord
For the year when Jordan roll
Well some say John was a baptist
Some say John was a Jew
But I say John was a preacher of God
And my bible says so too
I say;
Roll, Jordan, roll
Roll, Jordan, roll
My soul arise in heaven, Lord
For the year when Jordan roll
Roll, Jordan, roll
Roll, Jordan, roll
My soul arise in heaven, Lord
For the year when Jordan roll
Alleluja!
Roll, Jordan, roll
Roll, Jordan, roll
My soul arise in heaven, Lord
For the year when Jordan roll
(Everybody says)…

บทเพลง Roll Jordan Roll ประพันธ์โดย Isaac Watts (1674-1748) นักสอนศาสนาชาวอังกฤษ ในช่วงศตวรรษที่ 18 และได้รับความนิยมในหมู่ทาสในช่วงศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นบทเพลงสวดสรรเสริญพระเจ้าของเหล่าบรรดาทาสผิวสีในยุคนั้น เนื้อหาของเพลงได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระคัมภีร์ไบเบิล เกี่ยวกับอัตชีวประวัติของพระเยซูที่ได้รับการบัพติศ หรือการได้รับพิธีไถ่บาป (ศีลจุ่ม) จากนักบุญยอห์น ก่อนที่พระองค์จะปฏิบัติภารกิจไถ่บาปในเวลาต่อมา นอกจากบทเพลงจะถูกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว บทเพลงยังถูกใช้เป็นรหัสลับเพื่อการหลบหนีของเหล่าทาสในช่วงสงครามกลางเมืองอีกด้วย

บทเพลงนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ 12 Years A Slave อิงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ภาพยนตร์ได้รับการการันตีความสำเร็จด้วยรางวัลเกียรติยศสูงสุดของวงการ คือ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) ในเวทีออสการ์ (Oscar) ประจำปี 2013 โดยเนื้อหาของภาพยนตร์นำผู้ชมย้อนกลับไปสู่ห้วงเวลาที่สังคมอเมริกายังเต็มไปด้วย “ฝ้าย ทาส แส้ และความยโส” ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้นเป็นการเล่าเรื่องราวชีวิตของ โซโลมอน นอร์ทอัพ (Solomon Northup) ชายผิวสีผู้มีอาชีพเป็นนักดนตรีและช่างไม้ เขาเกิดในปี 1808 และใช้ชีวิตเยี่ยงอิสระชนอยู่ในนิวยอร์ค ซึ่งเป็นนครรัฐที่ปลอดทาส แต่เรื่องราวชีวิตของเขากลับพลิกผันไปสู่จุดต่ำสุดของชีวิตที่มนุษย์ผู้หนึ่งพึงจะได้รับนั่นคือ “การเป็นทาส” เมื่อเขาถูกลักพาตัวจาก วอชิงตัน ดี.ซี. โดยชายผิวขาวสองคนนามว่า แฮมิลตันและบราวน์ ทั้งสองชื่นชมทักษะการสีไวโอลินของโซโลมอนเป็นอย่างมาก และต้องการให้โซโลมอนร่วมไปแสดงกับคณะละครสัตว์ของเขาในราคาค่าตอบแทนที่สูงจนมิอาจปฏิเสธได้ ในที่สุดโซโลมอนก็รู้ว่าเขาถูกหลอกเมื่อเขาถูกขายเป็นทาสในปี 1841 เขาต้องตกเป็นทาสอย่างไร้ซึ่งความยุติธรรมถึง 12 ปี นับเป็นช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ที่ยาวนานเพื่อให้ตนเองกลับไปเป็นอิสระชนอีกครั้ง

ในส่วนของบทเพลงอันสะท้อนให้เห็นถึงการเฝ้าแสวงหาอิสรภาพที่ปรากฏในภาพยนตร์ นับเป็นอีกหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ที่จะสร้างให้ตัวภาพยนตร์มีความสมบูรณ์แบบในทุกองค์ประกอบ กล่าวคือ การเลือกนำบทเพลง Roll Jordan Roll ที่มีเนื้อหาและท่วงทำนองที่ตรงกับความรู้สึกของทาสที่ภาพยนตร์ต้องการสื่อถึง ทั้งการโหยหาความสงบสุขและการแสวงหาทางหลุดพ้นเพื่อไปสู่ดินแดนของพระผู้เป็นเจ้า อีกทั้งบทเพลงยังมีจุดกำเนิดในช่วงที่อเมริกายังคงมีการใช้แรงงานทาสอยู่ในสังคม คือในช่วงที่ โซโลมอน นอร์ททัพ ยังมีชีวิตอยู่ คล้ายกับเป็นการฉายภาพของตัวละครหลักอย่างโซโลมอนผ่านบทเพลงประกอบได้อย่างลึกซึ้ง แม้จะเจ็บปวดแต่ก็แฝงไปด้วยความสมจริง ผ่านดนตรีแนวบลูส์

จุดเด่นของภาพยนตร์คงหนีไม่พ้นการนำพาผู้ชมดำดิ่งไปพร้อมกับความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ในอดีตได้อย่างสมจริง ทำให้ผู้เขียนในฐานะผู้ชมคนหนึ่งได้แต่นั่งภาวนาว่า “อยากให้เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องราวที่แต่งขึ้นเท่านั้น ข้าพเจ้ามิปรารถนาให้เรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องจริง” ด้วยองค์ประกอบของภาพยนตร์ไม่ว่าจะเป็นสีของภาพที่เด่นชัดทำให้ความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมาดูหดหู่อย่างชัดเจนและภาพของเหล่าทาสที่ถูกกดขี่ กลายเป็นคนชายขอบของสังคมอย่างไร้ซึ่งมนุษยธรรม ด้วยค่านิยมเกี่ยวกับทาสที่นายทาสมองว่า "ทาส ไม่ใช่ มนุษย์" แต่เป็น "สมบัติของนายทาส" ค่านิยมในสังคมรัฐทางใต้เช่นนี้ต่างหล่อหลอมให้คนในสังคมปฏิบัติต่อทาสต่ำเสียยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน แต่สำหรับนายทาสแล้ว ทาสถูกมองว่าเป็นแค่สัตว์ที่มีราคาค่างวดและใช้แรงงานได้ดีเท่านั้น

ฟอร์ดตัวแทนนายทาสผู้โอบอ้อมอารี เขามอบเครื่องดนตรีให้แก่โซโลมอนเพราะรู้ว่าโซโลมอนเคยเป็นนักดนตรีมาก่อน
ที่มา https://www.npr.org/sections/therecord/2013/11/12/244851884/12-years-a-slave-is-this-years-best-film-about-music

อีกหนึ่งจุดเด่นของภาพยนตร์ คือ การนำเสนอเรื่องราวในแง่มุมที่ต่างกัน สะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมอเมริกา ท่ามกลางความมืดมิดภายใต้จิตใจมนุษย์ย่อมมีด้านสว่างเสมอ เปรียบเสมือนเหรียญที่มีอยู่สองด้าน “ฟอร์ด” ตัวแทนด้านสว่างของจิตใจมนุษย์ผ่านภาพของนายทาสผู้โอบอ้อมอารีและคอยช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ เขากระทำตนผิดกับค่านิยมของนายทาสทั่วไปในสมัยนั้น กล่าวคือ ฟอร์ดคอยช่วยเหลือโซโลมอนและปฏิบัติกับทาสอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวชื่นชมสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่โซโลมอนทำหรือเมื่อเขารู้ว่าโซโลมอนเคยเป็นนักดนตรีมาก่อนเขาก็นำเครื่องดนตรีมามอบให้แก่โซโลมอน การกระทำของฟอร์ดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าเขานั้นมีภาพลักษณ์ที่ต่างจากนายทาสทั่วไป อันสะท้อนให้เห็นว่าภายใต้สังคมเดียวกัน ความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นกับเหล่าทาสเช่นนี้ไม่ได้มาจากการหล่อหลอมของสังคมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่การกระทำเหล่านั้นยังขึ้นอยู่กับตัวบุคคลหรือทัศนคติและการเลือกปฏิบัติเสียมากกว่า

แนวคิดทางศาสนาที่สอดแทรกผ่านบทเพลง

แม้ Roll Jordan Roll จะเป็นบทเพลงที่ใช้ร้องกันทั่วไปในสังคมทั้งทำนองดนตรีที่แสนธรรมดา ท่าทางการร้องเพลงด้วยการปรบมือตามจังหวะดนตรีของเหล่าทาสรวมไปถึงน้ำเสียงที่ฟังดูเรียบง่าย แต่แนวคิดหรือทัศนคติทางศาสนารวมไปถึงวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนล้วนสอดแทรกอยู่ในบทเพลงที่เหล่าทาสต่างเปล่งเสียงอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าเพื่อเอ่ยถึง “อิสรภาพ” ที่พวกเขาต่างถวิลหา

“Roll Jordan Roll” หมายถึง การเคลื่อนไหวของแม่น้ำจอร์แดนที่ไหลรินตลอดเวลา ซึ่งความสำคัญของแม่น้ำจอร์แดนตามความเชื่อดั้งเดิมนั้น คือ แม่น้ำที่นักบุญยอห์นทำพิธีศีลล้างบาปให้แก่พระเยซู (Jesus) นั่นเอง

ส่วนประโยค “My soul arise in heaven, Lord” นั้นเป็นประโยคที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของชาวคริสต์ในเรื่องโลกหลังความตาย กล่าวคือ จุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายสูงสุดของศาสนา คือ การรอดพ้นจากบาปและกลับไปมีชีวิตนิรันดร์ในอาณาจักรของพระเจ้าหรือสวรรค์ ซึ่งในศาสนาคริสต์เองก็มีความเชื่อในเรื่องสวรรค์และนรกเช่นเดียวกับศาสนายูดาย (ยิว) และศาสนาอื่นๆ อันเป็นรากฐานอันเก่าแก่ของศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์มีคำสอนว่าก่อนที่มนุษย์จะเข้าสวรรค์และนรก มนุษย์ต้องผ่านกระบวนการตัดสินโดยพระเจ้าในวันแห่งการพิพากษาที่จะมีขึ้นเมื่อโลกถึงกาลอวสานเสียก่อน เพราะพระเจ้าผู้ทรงความยุติธรรมจะไม่เอามนุษย์ทั้งหมดขึ้นสวรรค์หรือลงนรกโดยไม่มีการแยกแยะเป็นอันขาด วันพิพากษาจึงนับเป็นหลักความเชื่อสำคัญของศาสนาคริสต์

“Well I walked to the devil in hell” นับเป็นอีกหนึ่งประโยคที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย คือ นรก หลังจากวันพิพากษาของพระเจ้า หากผู้ใดได้กระทำบาปทั้ง 7 ตามหลักศาสนาแล้ว บุคคลผู้นั้นจะต้องตกนรกและไม่ได้ไปอยู่ร่วมกับพระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์ ดังนั้นการตกอยู่ในนรก จึงหมายถึงการกระทำที่ตรงข้ามกับคำสอนของศาสนา

“Well some say John was a Baptist” Baptist หรือ ศีลล้างบาป ศีลจุ่ม ศาสนาคริสต์มีความเชื่อว่า เมื่อทารกเกิดมาจะไม่บริสุทธิ์และมีบาปติดตัว เรียกว่า บาปกำเนิด (Original Sin) บาปนี้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ (อดัมและอีฟหรืออีวา) ตามคติ ผู้ที่จะเข้ารีตเป็นคริสต์ศาสนิกชนจะต้องเข้าพิธีล้างบาปเสียก่อน เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์

ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ระบุว่า ยอห์นผู้ให้บัพติศมาเริ่มประกอบพิธีนี้ให้สาวกของตน โดยให้ผู้รับจุ่มตัวลงในแม่น้ำถือเป็นสัญลักษณ์ของการกลับใจและรอคอยอาณาจักรสวรรค์ซึ่งกำลังจะมาถึง พระเยซูทรงรับบัพติศมาจากยอห์นเช่นกัน จากนั้นจึงเริ่มปฏิบัติพระภารกิจของพระองค์ ในศาสนาคริสต์ยุคแรก ผู้ให้บัพติศมาจะให้ผู้รับบัพติศมาเปลือยกายลงแช่ในแม่น้ำ ซึ่งมีทั้งแบบให้จุ่มทั้งตัว ยืน หรือคุกเข่าในน้ำ จากนั้น “ผู้ให้บัพติศมา” จะตักน้ำรดลงบน “ผู้รับบัพติศมา” ในปัจจุบันบางนิกายยังรักษาวิธีการแบบเดิม แต่บางนิกายก็ใช้วิธีเทน้ำรดลงบนหน้าผากของผู้รับสามครั้งแทน

“Some say John was a Jew , But I say John was a preacher of God , And my bible says so too” ในส่วนของประโยคนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ “นักบุญยอห์น” ผู้ให้บัพติศมา ท่านเป็นนักเทศน์ชาวยิวในช่วงคริสศตวรรษที่ 1 ถือเป็นผู้เผยพระวจนะในสี่ศาสนาคือ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาบาไฮ และ “Mandaeanism” ท่านถูกกล่าวถึงในพระวรสาร คัมภีร์อัลกุรอาน และคัมภีร์ของศาสนาบาไฮ นักบุญยอห์นบัปติสต์บางครั้งก็รู้จักกันในชื่อ “ยอห์นผู้มาก่อน” (John the Forerunner) เพราะถือกันว่านักบุญยอห์นเป็นผู้มาล่วงหน้าก่อนพระเยซู สะท้อนให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างศาสนาคริสต์และศาสนายูดายของชาวยิวที่มีพื้นฐานร่วมกัน

จากการเก็บฝ้ายสู่วัฒนธรรมการร้อง 

โซโลมอนขณะเก็บฝ้ายอยู่ในไร่ฝ้าย ซึ่งต้องเก็บตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงเย็นของวันเดียวกัน
ที่มา https://www.pghcitypaper.com/pittsburgh/12-years-a-slave/Content?oid=1705133

เนื่องจากไร่ฝ้ายต้องการแรงงานทาสจำนวนมาก นั่นเป็นเพราะก่อนที่จะมีการประดิษฐ์เครื่องแยกเมล็ดฝ้าย (cotton gin) โดยอีไล วิทนีย์ (Eli Whitney) เมื่อ ค.ศ. 1793 การแยกใยฝ้ายจากเมล็ดต้องทำด้วยมือ โดยภายใน 1 วัน ทาสแต่ละคนจะได้รับมอบหมายให้เก็บฝ้ายจำนวนมากถึง 200 ปอนด์ (ราว 90 กิโลกรัม) ต่อวัน โดยเริ่มเก็บตั้งแต่ฟ้าสางไปจนถึงตะวันลับขอบฟ้า จะได้พักก็เพียง 10 – 15 นาทีเพื่อกินข้าวในช่วงเที่ยงเท่านั้น ส่วนค่ำคืนไหนที่พระจันทร์เต็มดวงเหล่าทาสก็ต้องทำงานอยู่จนกว่าแสงดวงจันทร์จะลาลับ

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ การร้องเพลงของเหล่าทาสไม่ได้เป็นเพียงการร้องเพลงเพื่อสวดส่งดวงวิญญาณให้ไปสู่ดินแดนพระเจ้าหรือตัดพ้อถึงชีวิตแสนลำเค็ญของตนเท่านั้น แต่เหล่าทาสยังร้องเพลงขณะที่ตนเองกำลังเก็บฝ้ายด้วยเช่นกัน พวกเขาจะฮัมเพลงเป็นทำนองท่ามกลางไร่ฝ้ายโดยไร้ซึ่งเสียงของการพูดคุย การปรบมือหรือเครื่องดนตรีใดๆ มีเพียงเสียงฮัมเพลงคล้ายกับการประสานเสียงแสดงถึงความรู้สึกร่วมกันเท่านั้น หากพิจารณาถึงสาเหตุอาจเป็นเพราะพวกเขาต้องเก็บฝ้ายตั้งแต่ช่วงเช้าถึงช่วงเย็น ยิ่งไปกว่านั้นหากพวกเขาพูดคุยกัน พวกเขาจะโดนแส้ของผู้คุมเฆี่ยนลงที่หลัง เหล่าทาสจึงหลีกเลี่ยงการพูดคุยและแสดงความรู้สึกร่วมด้วยการฮัมเพลงแทนซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ในขณะที่กำลังเก็บฝ้าย

มิติทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏผ่านดนตรีแนวบลูส์

บทเพลง Roll Jordan Roll ใช้ทำนองเพลงแนวบลูส์ (Blues) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวดนตรีที่เป็นรากฐานประวัติศาสตร์สำคัญของดนตรีอเมริกันสมัยใหม่ โดยดนตรีแนวบลูส์นั้นมีต้นกำเนิดในทวีปแอฟริกา เริ่มแรกนั้นเป็นเพลงสวดเพื่อสร้างความจรรโลงใจแก่คนยากไร้ในสังคมเท่านั้น ต่อมาบทเพลงมีการพัฒนาและแพร่กระจายจากทวีปแอฟริกาสู่ทวีปอเมริกาในยุคที่มีการค้าทาส การเคลื่อนย้ายของแรงงานทาสนำมาซึ่งการเคลื่อนย้ายของวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน ดนตรีบลูส์จึงกลายเป็นดนตรีเพื่อกล่อมเกลาจิตใจที่ร้องกันทั่วไปในกลุ่มคนผิวสียุคนั้น สำหรับในสหรัฐอเมริกาแล้วบลูส์มีต้นกำเนิดและก่อตัวขึ้นในแถบ Deep South หรือ Lower South หรือ Cotton States ซึ่งเป็นกลุ่มมลรัฐทางตอนใต้ของอเมริกาบริเวณลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี อาทิ รัฐ จอร์เจีย รัฐอลาบามา รัฐเซาท์แคโรไลนา รัฐมิสซิสซิปปี และรัฐลุยเซียนา โดยเริ่มมาจากกลุ่มคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก่อนที่จะขยายไปยังรัฐอื่นๆ ผ่านชนชั้นแรงงานชาวผิวสีที่อพยพกระจายตัวไปทั่วอเมริกา

อีกหนึ่งประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ คือ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เรียกว่า Great Migration หรือการอพยพครั้งใหญ่ของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันกว่า 6 ล้านคน จากเมืองชนบททางตอนใต้ของอเมริกาสู่เมืองศิวิไลซ์ทางตอนเหนือตลอดจนภูมิภาคอื่นๆ เนื่องจากการขยายตัวของสังคมเมืองในมลรัฐทางตอนเหนืออันนำมาซึ่งอัตราการจ้างงานที่มากขึ้น ในขณะเดียวกันเมื่อเทคโนโลยีความเจริญทางภาคเหนือมีการพัฒนาจึงทำให้ “ฝ้ายและยาสูบ” ของผู้คนทางตอนใต้ไม่เป็นที่ต้องการดังในอดีต จึงเกิดการเคลื่อนย้ายของเหล่าทาสจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรมทางตอนเหนืออย่างเต็มตัว เหล่านักดนตรีบลูส์จากแหล่งต้นกำเนิดทั้งหลายจึงได้อพยพจากแถบปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี ขึ้นมาตั้งรกรากกันที่เมืองเซนต์หลุยส์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้เมืองนี้เปรียบเสมือนป้อมปราการที่สำคัญของดนตรีบลูส์ในสหรัฐอเมริกาก็ว่าได้ อีกทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของ St. Louis Blues หนึ่งในประเภทของดนตรีบลูส์ที่มักมีเปียโนเป็นเครื่องดนตรีหลักนับเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว

ดนตรีแนวบลูส์เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของชาวผิวสีที่ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลงจึงมักถูกมองว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับดนตรีคันทรี่ของชาวผิวขาว แต่จุดเด่นของดนตรีบลูส์ คือ การพยายามฉีกตัวออกจากภาพลักษณ์ของดนตรีดั้งเดิมที่เคยถูกเหมารวมจากคนผิวขาวว่าเป็นดนตรีของพวกแรงงานทาส โดยเนื้อหาในดนตรีนั้นจะแสดงออกถึงความอัดอั้นตันใจของเหล่าทาสที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากนายทาส ด้วยทำนองช้าและเรียบง่ายแต่กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกหดหู่ ขมขื่น นอกจากจะสะท้อนความอัดอั้นตันใจแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นเสรีภาพของเหล่าทาสที่พวกเขาต่างถวิลหา

โดยลักษณะการร้องเพลงในภาพยนตร์ เหล่าทาสจะยืนล้อมกันเป็นวงกลมในพื้นที่โล่งแจ้ง มีผู้นำร้องประสานเสียง ตามมาด้วยเหล่าทาสทุกคนพร้อมเพรียงกันร้อง คล้ายกับการร้องประสานเสียงและปรบมือตามจังหวะของเพลง ภาพของความโศกเศร้าที่แฝงไว้ด้วยความทุกข์ระทมของจิตใจถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครเช่นกัน พวกเขาจะทำเช่นนี้เพื่อสวดส่งดวงวิญญาณไปสู่อิสรภาพ น้ำเสียงหรือท่าทีที่ใช้ในการร้องเพลง เต็มไปด้วยความรู้สึกโศกเศร้า ไร้ซึ่งความสนุกสนาน มีข้อน่าสังเกตว่า คำว่า “Blues” ในภาษาอังกฤษนั้น นอกจากหมายถึงสีฟ้าแล้วยังหมายถึงความโศกเศร้าหรืออารมณ์โศกเศร้าด้วย

วิวัฒนาการจากดนตรีบลูส์สู่ดนตรีแจ๊ส

ดนตรีบลูส์เป็นดนตรีคลาสสิกประเภทหนึ่งของอเมริกาและถือว่าเป็นต้นกำเนิดของดนตรีแจ๊ส (Jazz) โดยมีจุดกำเนิดมาจากกลุ่มคนผิวสีในสหรัฐอเมริกาที่ชื่นชอบการฟังดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ นอกจากพวกเขาจะชอบฟังแล้วยังชอบเล่นด้วยแต่มักจะจำเนื้อเพลงและดนตรีไม่ได้มากนักจึงมีผิดเพี้ยนไปบ้าง แล้วนำมาขับร้องใหม่ในสไตล์ของตนเอง กลายเป็นที่มาของคำว่า “คีตปฏิภาณ” หรือ “Improvisation” คือ การแต่งดนตรีขึ้นมาใหม่แบบสดๆ ในแบบของตนเอง จึงเกิดดนตรีรูปแบบใหม่ขึ้น อีกทั้งเมื่อเพลงแนวบลูส์เริ่มได้รับความนิยมในปลายทศวรรษ 1910 เกิดการผสมผสานเข้ากับดนตรีแนวยุโรปที่เรียกกันว่า “แร็กไทม์” เมื่อทั้งสองแนวดนตรีผสมกันอย่างกลมกลืนแล้ว จึงเกิดดนตรีในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Hot Music ก่อนจะวิวัฒนาการมากลายเป็น “ดนตรีแจ๊ส” ในปัจจุบัน

วิวัฒนาการของ Roll Jordan Roll บทเพลงแห่งอัตลักษณ์ชาวผิวสี

บีบีคิงส์ (B.B.King) เจ้าของฉายาราชาเพลงบลูส์
ที่มา https://abcnews.go.com/Entertainment/celebrities-react-bb-kings-death/story?id=31062581

บทเพลง Roll Jordan Roll ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่อยู่หลายครั้งผ่านการขับร้องของนักดนตรีผิวสีจากรุ่นสู่รุ่น ตัวอย่างเช่น ในปี 1909 บทเพลงถูกขับร้องโดย Fisk University Jubilee Quartet ต่อมาในปี 1962 บทเพลงถูกขับร้องโดย Skylarks และ ไรลีย์ บี.คิง (1925-2015) นักแต่งเพลง นักกีตาร์ชาวอเมริกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บี.บี. คิง” (B.B. King) เจ้าของฉายา “ราชาเพลงบลูส์” ซึ่งได้รับการยกย่องจากนิตยสารโรลลิงสโตนส์ให้เป็นนักกีตาร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เกียรติยศสูงสุดของเขาคือ การได้รับการบรรจุชื่อในหอเกียรติยศร็อกแอนด์โรลในปี 1987 และยังได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อเพลงบลูส์มากที่สุดคนหนึ่งของโลก ส่วนบทเพลงเวอร์ชั่นล่าสุดคือ เวอร์ชั่นประกอบภาพยนตร์ 12 Years A slave ขับร้องโดย John Legend นักดนตรีผิวสีผู้มีชื่อเสียงในปัจจุบัน ดังที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่าอิทธิพลของเพลงบลูส์ในอเมริกานั้นมีสูงและได้รับความนิยมมาก ดนตรีบลูส์จึงเปรียบเสมือนอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของชาวผิวสีเลยก็ว่าได้

“บลูส์”ดนตรีที่ไม่ใช่แค่เสียงเพลง

คุณค่าหรือความงดงามของบทเพลงที่เหล่าทาสต่างเปล่งเสียงเพื่อเรียกร้องอิสรภาพนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การขับร้องไปตามความรู้สึกอัดอั้นตันใจเท่านั้น แต่เนื้อหาเพลงรวมไปถึงท่วงทำนองของเพลง กลับแฝงให้เห็นถึงสภาพสังคม วิถีชีวิต คติความเชื่อหรือความเป็นจริงของมนุษย์ คล้ายกับเป็นความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่า “เหตุไฉนตนเองจึงต้องตกมาเป็นทาส” เป็นที่รู้กันดีว่าทาสในสังคมอเมริกานั้นได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมและไร้ซึ่งมนุษยธรรม เพราะกฎหมายในอเมริกาเต็มไปด้วยช่องโหว่ที่ต่างเอื้ออำนวยให้กับคนผิวขาวอย่างชัดเจน ประกอบกับเหล่าทาสไร้ซึ่งกฎหมายคุ้มครอง กลายเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดอันก่อให้เกิดการลักพาตัวโซโลมอน (ตัวละครหลัก) ในครั้งนี้

กล่าวคือ หลังจากได้ประกาศให้แบ่งแยกมลรัฐที่มีทาสและมลรัฐที่ไม่มีทาสแล้ว ประกอบกับการประกาศห้ามนำเข้าทาสจากแอฟริกา ซึ่งในขณะนั้นเศรษฐกิจภาคใต้ยังคงเจริญเติบโตและแรงงานทาสผิวสียังคงเป็นที่ต้องการอยู่ ดังนั้นสิ่งที่รัฐประกาศจึงไปขัดต่อความต้องการที่ถูกสกัดกั้นด้วยข้อห้ามเหล่านี้ เหล่าพ่อค้าทาสจึงแก้ปัญหาด้วยวิธีอันชาญฉลาดแต่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมคือ การลักพาตัวเหล่าเสรีชนผิวสีจำนวนมากมาเป็นทาส ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโซโลมอน นอร์ททัพนั่นเอง ดังนั้นวิธีการแสดงออกถึงการต่อต้านหรือการเรียกร้องสิทธิให้ตนเองจึงมีอยู่ไม่กี่วิธี เป็นเหตุผลให้เหล่าทาสหรือชาวผิวสีที่ถูกกดขี่ด้วยวิธีการต่างๆ ออกมาเรียกร้องสิทธิความเสมอภาคหรือความเป็นมนุษย์ในรูปแบบที่ไม่ได้รุนแรงเพราะปัจจัยต่างๆ ไม่เอื้ออำนวย ดังนั้นการร้องเพลงจึงนับเป็นอีกหนึ่งในวิธีเรียกร้องเช่นกัน คล้ายกับเป็นรหัสลับเชิงสัญลักษณ์

กำเนิดทาสรูปแบบใหม่ในสังคมอเมริกา

“ทาสในรูปแบบใหม่” ในที่นี้ไม่ได้สื่อถึงแรงงานจากแอฟริกาที่ถูกยกเลิกไปในช่วงหลังสงครามกลางเมือง แต่กลับกันในสังคมปัจจุบัน ความไม่เท่าเทียมยังคงฝังรากลึกอยู่ท่ามกลางสังคมเมืองที่กำลังเจริญเติบโต นั่นคือการเกิดทาสในรูปแบบใหม่ ทั้งการกดขี่ ความอยุติธรรม การเหยียดสีผิวในสังคม หรืออาจรวมไปถึงการเลือกปฏิบัติต่างๆ ในสังคมเช่นเดียวกัน ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสังคมพหุวัฒนธรรม ระหว่างคนผิวขาวและผิวสีนั้นเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนแต่ยังแฝงไปด้วยความลึกซึ้ง

การชุมชุมเรียกร้องความยุติธรรมแก่จอร์จ ฟลอยด์ ภายในอเมริกา
ที่มา https://www.thairath.co.th/news/foreign/1859114

เหตุการณ์การจับกุมชายผิวสีนามว่า จอร์จ ฟลอยด์ (George Floyd) โดยนายตำรวจผิวขาวในสหรัฐอเมริกา ด้วยการกดเข่าลงไปที่คอของเขาอย่างเลือดเย็นจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งการต่อต้านทางสังคมอย่างรุนแรง และสามารถเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ที่ว่าด้วย“ทาสผิวสี”ในสังคมอเมริกา เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อพูดถึงประเทศสหรัฐอเมริกาสิ่งที่รับรู้ได้โดยทั่วกันคือ “ดินแดนแห่งประชาธิปไตย เสรีภาพและความเท่าเทียม” ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ชาวอเมริกันสร้างไว้ให้ผู้อื่นรับรู้

แต่หากมองกลับกันเหตุไฉนความไม่เท่าเทียม ปัญหาการเหยียดสีผิว หรือการเลือกปฏิบัติจึงยังมีอยู่ท่ามกลางประเทศที่เจริญก้าวหน้าแห่งนี้ คำตอบที่ได้อาจมองย้อนกลับไปในห้วงเวลาที่สังคมอเมริกายังเต็มไปด้วยทาสผิวสีเสียก่อน ชาวผิวสีไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน พวกเขาเปรียบเสมือน “คนชายขอบของสังคม” มาโดยตลอด การออกมาเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันยังคงมีอยู่เนืองๆ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบการเรียกร้องเท่านั้น ดังที่กล่าวแล้วว่า การเรียกร้องความเท่าเทียมของทาสผิวสีในห้วงเวลาที่สังคมยังคงเต็มไปด้วยทาสนั้น จะมาในรูปแบบของการร้องเพลง เช่น บทเพลง Roll Jordan Roll เพียงแต่ในปัจจุบันการเรียกร้องอันนำมาซึ่งเสรีภาพของบุคคลมีมากขึ้นแตกต่างจากการเรียกร้องในอดีตมาก ดังเช่น “เหตุการณ์การประท้วงหรือการเรียกร้องผ่านโลกออนไลน์” นับเป็นการเรียกร้องรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่าในอดีตมาก อาจกล่าวได้ว่าความพยายามผลักดันให้เกิด “ความเท่าเทียมเรื่องชาติพันธุ์และสีผิว” ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

Roll Jordan Roll จึงเปรียบเสมือนบทเพลงแสนหอมหวานที่แม้จะเต็มไปด้วยความรู้สึกบอบช้ำ แต่กลับแฝงไปด้วย “ความศรัทธา” และ “โหยหาความเท่าเทียม” บทเพลงเปรียบเสมือนถูกสร้างมาท่ามกลางสังคมพหุวัฒนธรรมที่ไม่ได้ต้องการจะนำมาซึ่งความขัดแย้ง เพียงแค่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการจะเป็นอิสระชนเพียงเท่านั้น และยังแฝงไปด้วยความรู้สึกที่เหล่าทาสยังคงมีความเชื่อว่าตนเองจะได้เป็นอิสระชนในสักวัน บทเพลงจึงนับว่ามีคุณค่าและความงดงามภายในตนเองท่ามกลางสังคมแห่งความโหดร้ายที่กำลังโถมเข้าใส่พวกเขาอย่างไม่รีรอ

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ศาสนาจารย์และนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนแก่ชาวผิวสี
 

ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/มาร์ติน_ลูเทอร์_คิง_จูเนียร์

ในสมัยก่อน คำว่า “นิโกร” ไม่ได้มีความหมายเชิงลบเช่นในปัจจุบัน เพราะในภาษาสเปนคำว่า “นิโกร” แปลว่า “สีดำ” ซึ่งเหล่าคนผิวสีในทวีปอเมริกาเหนือและใต้เลือกใช้คำนี้เพื่อแสดงถึงลักษณะร่วมของพวกเขาหรืออาจสื่อถึงนัยยะของความเป็นหนึ่งเดียวกันบุคคลที่ใช้คำนี้อยู่เสมอ คือ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์

แต่ต่อมาการใช้คำว่า นิโกร ถูกลดคุณค่าลงทั้งในเชิงความหมายและสังคม เมื่อกลุ่ม Nation Of Islam ซึ่งมีแนวคิดคนละขั้วกับคิง จูเนียร์ ก้าวขึ้นมามีอิทธิพลในสังคม ในแง่ของผู้นำทางความคิดของกลุ่มคนผิวดำ พวกเขารณรงค์ให้คนผิวดำเรียกตัวเองว่า “Black” แทนคำว่า “Negro” ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเดียวกันเพียงต่างภาษากันเท่านั้น อีกทั้งพวกเขายังเหยียดหยามชาวผิวสีที่เรียกแทนตัวเองว่า “Negro” จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คำว่า นิโกร กลายมาเป็นคำที่มีความหมายในแง่ลบและถูกใช้เพื่อดูถูกเหยียดหยามเช่นเดียวกับคำว่า Nigga หรือ Nigger ที่แผลงมาจากคำว่า Nigro เช่นกัน

เรื่อง : ปภาวี บัวชาบาล
พิสูจน์อักษร : ปยุต ถิระสาโรช

คลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสารแนบ

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด


เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและ...

31 ก.ค. 2563
“อันน

เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและ...

29 ก.ค. 2563

ประกาศขายทอดตลาด...

20 ก.ค. 2563