ข่าว หน้าแรก เกี่ยวกับเรา อาคารสถานที่ การประกันคุณภาพ วิชาการและวิจัย ติดต่อเรา

เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและสังคมเกาหลีผ่านมุมมองภาพยนตร์ เรื่อง The Wailing ฆาตกรรมอำพรางปีศาจ

22 มิ.ย. 2563





          ภายใต้เปลือกสังคมเกาหลีที่ถูกฉาบไว้ด้วยภาพของความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมตะวันตกซึ่งเป็นสิ่งที่โลกภายนอกรับรู้ แต่ภายในเปลือกนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองและชนบทอย่างสิ้นเชิง

          ภาพยนตร์ The Wailing หรือ ฆาตกรรมอำพรางปีศาจ ภาพยนตร์สัญชาติเกาหลีใต้ที่ออกฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อปี 2016 กวาดทั้งรางวัลและคำชมจากนักวิจารณ์อย่างท่วมท้น นับเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์เกาหลีที่แฝงไว้ด้วยประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม และความเชื่อ ผ่านการเล่าเรื่องโดยมุมมองของชนบทที่เต็มไปด้วยความลึกลับและเนื้อเรื่องที่ยากแก่การคาดเดา

          เรื่องราวในภาพยนตร์นั้น เล่าถึงหมู่บ้านกกซอง (Gokseong) หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในชนบทของเกาหลี ที่จู่ ๆ ก็มีเรื่องราวแปลกประหลาดเกิดขึ้น เมื่อผู้คนในหมู่บ้านเกิดอาการป่วย คล้ายกับเป็นโรคที่มีผื่นขึ้นเป็นแผลพุพองตามตัว ตามมาด้วยอาการคลุ้มคลั่งและมีการฆาตกรรมคนในครอบครัวอย่างไร้สาเหตุ เหตุการณ์นองเลือดนี้เกิดขึ้นรอบหมู่บ้านคล้ายกับเป็นการฆาตกรรมต่อเนื่อง ภาพยนตร์เลือกใช้ “จงกู” นายตำรวจซึ่งอาศัยอยู่ภายในหมู่บ้านกกซองเป็นตัวดำเนินเรื่อง จงกูได้รับข่าวลือแพร่ไปทั่วหมู่บ้านว่า เหตุการณ์ฆาตกรรมต่อเนื่องนี้มีสาเหตุจากการมาถึงของ “บุรุษลึกลับชาวญี่ปุ่น” แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า ครอบครัวของจงกูกลับถูกคุกคามจากสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้เช่นกัน

          จุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่แตกต่างไปจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ และทำให้ได้รับความนิยมจากทั้งนักวิจารณ์และผู้ชมอย่างท่วมท้น คงหนีไม่พ้นลีลาในการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่และการเขียนบทที่ทำให้เรื่องราวดำเนินไปถึงบทสรุปได้อย่างแยบยล ผู้คนต่างชื่นชมไปในทางเดียวกันว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาที่ยากแก่การคาดเดา บรรยากาศหรือธีมหลักของภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกอึดอัด ชวนขมวดคิ้ว สร้างความสงสัยให้กับผู้ชมตลอดเวลา ประกอบกับการสอดแทรกประเด็นด้านวัฒนธรรม ความเชื่อ ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นประเด็นที่แม้จะแฝงไว้ด้วยความละเอียดอ่อนแต่ก็ลึกซึ้ง อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ภาพยนตร์แตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ คือ “การเลือกใช้ตัวละคร” ภาพยนตร์ไม่ได้ใช้ตัวละครที่เป็นสาวสวยหนุ่มหล่อทันสมัยตามสไตล์เกาหลี แต่กลับเลือกใช้ตัวละครหลักที่หน้าตาธรรมดา ดูเหมือนชาวบ้านทั่วไป จุดนี้ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงความสมจริงของภาพยนตร์ได้มากขึ้น

 

วัฒนธรรมเกาหลีที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์

          วัฒนธรรมที่ปรากฏในภาพยนตร์นั้นมีความหลากหลาย ทั้งในแง่ของวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในชนบท หรืออาจรวมไปถึงความเชื่อพื้นฐานที่แตกต่างกันไปในแต่ละสังคมด้วยเช่นกัน

วัฒนธรรมดนตรีประจำชาติเกาหลี

          - ดนตรีมินซกอักหรือดนตรีพื้นบ้าน ได้แก่ ดนตรีของชาวนาชาวไร่ พันซอรี (ดนตรีที่เน้นการแสดง ความรู้สึก) และดนตรีพิธีไสยศาสตร์มีจังหวะที่รวดเร็วกระฉับกระเฉง

          - การร่ายรำทางไสยศาสตร์ นับเป็นการร่ายรำตามแบบฉบับพื้นบ้านอันสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนที่ต้องการความสนุกสนาน ความผ่อนคลายหรือความเป็นอิสระ

          เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบพิธีกรรม

 

 

 

 

 

ภาพ เครื่องดนตรีบรรเลงประกอบพิธีกรรมไสยศาสตร์บริเวณด้านขวาของภาพ

          - กลองชังกู (Janggu) มีรูปทรงคล้ายนาฬิกาทราย ไม้ตีมีสายคล้องเข้ากับตัวนักแสดง มักใช้ในการแสดงนาฏศิลป์ของเกาหลี คือ ระบำกลองพื้นบ้านเกาหลี ชาวเกาหลีนิยมระบำชังกูในงานเทศกาลและเฉลิมฉลอง

          - กลองพุก (Buk) กลองสองหน้าขึงหนังโยงกันด้วยเชือก ใช้ไม้ตีหน้าทับประกอบการขับร้องปันโซริ ซึ่งเป็นศิลปะการใช้เสียงขับร้องประกอบการพูดและการแสดงกิริยาท่าทาง ผู้แสดงมีทั้งหญิงและชายจะแต่งชุดประจำชาติและถือพัด 1 ชิ้นช่วยในการสื่อสาร ปันโซริมีพัฒนาการมาตั้งแต่ราชวงศ์ยีถือว่าเป็นการแสดงมหรสพเล่าเรื่องที่เก่าแก่ที่สุดของเกาหลี ซึ่งกลองพุกปรากฏในภาพยนตร์เช่นกัน

          - ฆ้องเกาหลี เป็นฆ้องกลมทำจากทองเหลืองแบบไม่มีปุ่ม มี 2 ขนาด ซึ่งฆ้องที่ปรากฏในภาพยนตร์เป็นฆ้องขนาดใหญ่เรียกว่า ชิง (Ching) ส่วนฆ้องขนาดเล็กเรียกว่า แกวงกวารี (Khwaenggari) เสียงฆ้องจะประสานอยู่กับเครื่องกระทบอื่นๆ ในดนตรีของกองทัพ ดนตรีชาวนา และดนตรีพุทธศาสนา

          เครื่องดนตรีเกาหลีสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างชาวเกาหลีและธรรมชาติ กล่าวคือ เครื่องดนตรีนั้นมีเสียงที่เปรียบเสมือนธรรมชาติรอบตัว เช่น เสียงของกลองจังกู เหมือนกับเสียงฝนที่กำลังตก เสียงของฆ้องชิงเหมือนกับเสียงของลม และเสียงของกลองพุกก็เหมือนกับก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนฟ้า

พิธีกรรมไสยศาสตร์

ภาพ หมอผีขณะประกอบพิธีกรรมช่วงกลางวัน
ที่มา : https://www.filmedinether.com/reviews/review-the-wailing/

          มีข้อน่าสนใจว่า พิธีกรรมไสยศาสตร์ของเกาหลีนั้นฝังอยู่ในประเพณีเก่าแก่มาช้านาน ภาพยนตร์เลือกนำเสนอด้วยการนำดนตรีมินซกอัก และการร่ายรำทางไสยศาสตร์มาเป็นส่วนประกอบในการดำเนินเรื่องด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ดนตรีที่ปรากฏในภาพยนตร์นั้นจะใช้การร่ายรำเป็นส่วนสำคัญของพิธีกรรม โดยผู้ที่เรียกตนเองว่า หมอผี จะทำการร่ายรำตลอดพิธีกรรม เสียงกลองจะคอยรบเร้าให้ผู้ประกอบพิธีกรรมขยับตามจังหวะของดนตรี ท่าทางการร่ายรำจะดูสนุกสนานและแฝงไปด้วยความรู้สึกเป็นอิสระ พื้นที่โดยรอบของพิธีกรรมจะเต็มไปด้วยเครื่องดนตรีจำนวนมาก หมอผีจะนำของเซ่นไหว้จำพวก เนื้อหมู ไก่สด และแพะ มาเชือดสดๆ เพื่อเป็นการเซ่นสังเวย ตลอดระยะเวลาในการประกอบพิธีกรรมนั้นนับว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเพราะไม่ใช่การทำพิธีกรรมเพียงครั้งเดียว การประกอบพิธีกรรมนั้นจะถูกกระทำขึ้นทั้งในช่วงเที่ยงและช่วงค่ำของวันเดียวกัน

 หมอผีขณะประกอบพิธีกรรมในช่วงกลางคืน

          ลักษณะการประกอบพิธีกรรมทั้งในช่วงกลางวันและช่วงกลางคืนมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก โดยช่วงกลางวันนั้นจะเป็นการประกอบพิธีกรรมในทางสนุกสนาน มีดถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบพิธีกรรม มีการใช้มีดตีไปบริเวณรอบๆ ตัวของผู้ที่ถูกสิง และจบด้วยการโยนมีดลงไปในกองไฟ ไฟถูกนำมาเป็นสื่อกลาง แต่ในช่วงกลางคืนมีข้อแตกต่างจากพิธีกรรมช่วงกลางวัน คือลักษณะพิธีจะมีทั้งการเต้นรำสนุกสนาน รูปปั้นถูกใช้เป็นสื่อกลางในการประกอบพิธีกรรมและจบด้วยการตอกตะปูและแทงลงไปในรูปปั้น มีการนำเครื่องสังเวยมาเซ่นไหว้ ได้แก่ การนำเนื้อหมู ไก่และแพะมาเชือดสดๆ

ความเชื่อ

          ความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติ

หญิงสาวชุดขาวคือ วิญญาณที่สถิตอยู่ตามป่าเขาเพื่อคอยพิทักษ์หมู่บ้านภายนอกของเธอดูเหมือนมนุษย์ทั่วไป

          ความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติของเกาหลีนั้นถูกถ่ายทอดผ่านอีกหนึ่งตัวละครสำคัญของภาพยนตร์ คือ “หญิงสาวชุดขาว” การปรากฏตัวของเธอในแต่ละครั้ง ดูลึกลับ ไม่มีที่มาที่ไปและดูน่าสงสัย ภาพยนตร์สร้างภาพลักษณ์ภายนอกของเธอเช่นนี้ แต่ความเป็นจริงแล้วในบทสรุปของภาพยนตร์ผู้ชมจะรับรู้ได้ว่า หญิงสาวชุดขาว คือ “วิญญาณที่สถิตตามป่าเขา” คล้ายกับเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์หมู่บ้าน การปรากฏตัวของเธอทุกครั้งจะพยายามแนะนำจงกู (ตัวละครหลักของเรื่อง) ทั้งการบอกว่าชาวญี่ปุ่นเป็นปีศาจ การนำไม้รูปหัวกะโหลกไปแขวนไว้หน้าบ้านจงกูเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย และในท้ายที่สุดเธอก็ได้ปรากฏกายที่แท้จริงว่า “เธอไม่ใช่มนุษย์”

          ความเชื่อที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์เช่นนี้สอดคล้องเข้ากับความเชื่อพื้นฐานของสังคมเกาหลี กล่าวคือ ชาวบ้านเกาหลีในชนบทจะมีความเชื่อเรื่องวิญญาณว่า ภูเขามีเทวดาและวิญญาณสิงสถิตอยู่ตามต้นไม้ที่มีอายุมากหรือมีรูปร่างแปลก เชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของวิญญาณที่มีลักษณะพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งหมู่บ้านในภาพยนตร์ก็เป็นหมู่บ้านตามป่าเขาเช่นกัน

          ลัทธิเชมันแบบเกาหลี

          มีข้อน่าสนใจว่า ตัวละครหลักของภาพยนตร์อย่างหมอผี สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อดั้งเดิมของเกาหลีคือ ลัทธิเชมัน หรือเรียกอีกอย่างว่าลัทธิชิน ลัทธิมูหรือลัทธิแห่งเทพเจ้า ซึ่งเป็นความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติ ภาษาเกาหลีในปัจจุบันจะเรียกคนทรงว่า "มู" โดยหากเป็นเพศหญิงจะเรียกว่า "มูดัง" คนทรงเพศชายจะเรียกว่า "พักซู" หรือจะเรียกชื่ออื่นก็ได้ เช่น "ดันก็อล" โดยคนทรงในภาษาเกาหลีหรือ "มู" ตรงกับคำจีนว่า "วู" ใช้เรียกคนทรงได้ไม่จำแนกเพศ โดยมูดังทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างวิญญาณ เทพเจ้าและมนุษย์ ผ่านพิธีกรรมที่เรียกว่า "กุต"

          หนึ่งในความเชื่อหลักของลัทธิเชมันคือต้องนับถือ ฮานึลลิม หรือ ฮวันอิน ว่าเป็น "ผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง" และ "ของเทพเจ้าทั้งหมดในธรรมชาติ" ชื่อของลัทธิเชมันหรือมูของเกาหลีจะมีลักษณะใกล้เคียงกับลัทธิวูของจีน ลัทธิชินโตของญี่ปุ่น ศาสนาพื้นเมืองชาวไอนุ รวมทั้งศาสนาพื้นเมืองของชาวไซบีเรียและแมนจู บางแห่งในเกาหลียังเรียกหมอผีเหล่านี้ว่า "ทันกุล ทันกุล-อารี" (Dangul Dangul-ari) ส่วนคนทรงหรือ "มูดัง" นั้นก็ใกล้เคียงกับมิโกะของญี่ปุ่นและยุตะของริวกิว นอกจากนี้ลัทธิเชมันยังส่งอิทธิพลต่อลัทธิเกิดใหม่ในเกาหลี เช่น ลัทธิช็อนโดและชึงซันโด (Jeung San Do) จากการศึกษาด้านสังคมวิทยาพบว่าชาวคริสต์ในหลายคริสตจักรยังคงปฏิบัติศาสนกิจด้วยพื้นฐานอย่างลัทธิเชมันซึ่งฝังรากลึกมาช้านาน

          มีข้อสังเกตว่า ภาพยนตร์เลือกใช้หมอผีเพื่อสะท้อนความเชื่อพื้นบ้านเกาหลีเช่นกัน กล่าวคือ พิธีกรรมของหมอผี มีความเกี่ยวเนื่องกับลัทธิเชมันแบบเกาหลี ทั้งท่าทางการร่ายรำ ดนตรีที่ใช้ประกอบที่ดูสนุกสนาน เครื่องเซ่นไหว้หรืออุปกรณ์ประกอบพิธีกรรม เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมพื้นเมืองเข้ากับวัฒนธรรมต่างชาติ (ญี่ปุ่น) และการบูชาซาตาน อีกทั้งเมื่อหมอผีมีความเกี่ยวข้องกับบุรุษลึกลับชาวญี่ปุ่น ในประเด็นนี้ก็สามารถสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของศาสนาที่มีความเกี่ยวข้องกันในด้านภูมิศาสตร์ว่าด้วยเรื่องของศาสนาที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ภาพยนตร์สร้างความขัดแย้งด้านเนื้อเรื่องในส่วนของประเด็นความเชื่อเช่นกัน ด้วยการนำเสนอความเชื่อในมุมที่แปลกออกไป กล่าวคือ การที่หมอผีเลือกที่จะทำพิธีเพื่อบูชาซาตานหรือปีศาจแทนที่จะบูชาพระเจ้า สะท้อนให้เห็นว่า หมอผีหรือร่างทรงนั้นมีหลากหลายรูปแบบในสังคม ภาพยนตร์เลือกที่จะสร้างจุดนี้เพื่อให้ผู้ชมคล้อยตาม คล้ายกับเป็นคติสอนใจให้สังคมตระหนักถึงภัยสังคมอีกรูปแบบหนึ่งที่มาในรูปแบบของความเชื่อและความศรัทธา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผิดแค่ต้องเชื่ออย่างมีสติ

          ลัทธิซาตาน

ภาพ : หัวแพะที่ประกอบพิธีกรรมบูชาซาตานในบ้านของบุรุษลึกลับชาวญี่ปุ่น
ที่มารูปภาพ https://pantip.com/topic/35597134

          แม้สังคมยุคโลกาภิวัตน์จะมีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เพียงใด แต่ความเชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับยังมีอยู่ในทุกพื้นที่ เช่น ลัทธิซาตานที่ปรากฏในภาพยนตร์ซึ่งเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทั้งไม้กางเขนกลับหัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของซาตานที่ต่อต้านศาสนาคริสต์ และ “หัวแพะ” ที่ปรากฏอยู่ในสถานที่ประกอบพิธีกรรม บ้านบุรุษลึกลับชาวญี่ปุ่น ฉากการประกอบพิธีกรรมไสยศาสตร์ต่างๆ เพื่อบูชาซาตาน ทั้งการฆ่าแพะแบบสดๆ ของหมอผีก็ทำให้รู้ว่าเขากำลังบูชาซาตานอยู่ “แพะ” เป็นสัญลักษณ์ของซาตานมาตั้งแต่โบราณ เหตุเพราะในคัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึงการปรากฏตัวของซาตานมักจะเป็นรูปร่างของแพะ ซึ่งทั้ง 2 สัญลักษณ์นี้ทำให้รู้ว่า ชายชาวญี่ปุ่นและหมอผีกำลังทำพิธีกรรมบูชาซาตาน ภาพยนตร์ได้แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ระหว่าง “ศรัทธาที่ต่างกัน” คือ การเผชิญหน้าระหว่างนักบวชชาวคริสต์ที่ต้องเผชิญกับปีศาจ ที่เป็นตัวแทนของลัทธิซาตานในช่วงท้ายของภาพยนตร์

ภาพ ฉากที่เผยให้เห็นร่างที่แท้จริงของบุรุษลึกลับชาวญี่ปุ่นว่าเขาคือปีศาจ

ที่มารูปภาพ https://maiotaku.com/p/vladthe5th?before=1518548904

          ภาพยนตร์เลือกใช้การพูดถึง "ปีศาจ" เป็นตัวแปรสำคัญในการดำเนินเรื่อง ปีศาจในภาพยนตร์ภายนอกมาในรูปร่างของมนุษย์ธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อเผยร่างจริงแล้ว ปีศาจจะมีลักษณะตาแดงกล่ำ เล็บยาว มีชีวิตอยู่ด้วยการกินของสด

          เมื่อไสยศาสตร์ปะทะวิทยาศาสตร์

          มีข้อน่าสนใจว่า นอกจากความเชื่อพื้นฐานของสังคมจะเชื่อมโยงเข้ากับศาสนาแล้ว ความเชื่อยังเชื่อมโยงเข้ากับการแพทย์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนโบราณหรือสมัยใหม่

          เกิดความขัดแย้งระหว่างความเชื่อ 2 ขั้ว นั่นคือ ความเชื่อที่ 1 เกิดข่าวลือที่ว่า คนในหมู่บ้านคลุ้มคลั่งเพราะกินเห็ดพิษ และความเชื่อที่ 2 เกิดข่าวลือที่ว่า ผู้คนในหมู่บ้านเกิดอาการคลุ้มคลั่งหลังจากการมาถึงของชาวญี่ปุ่น หากนำแนวคิดที่ขัดแย้งทั้งสองนี้มาตีความก็จะเห็นว่า “เห็ดพิษ” นับเป็นความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดในมุมมองของวิทยาศาสตร์และหลักเหตุผล แม้ภาพยนตร์จะไม่ได้ให้หลักฐานใดๆ มาก็ตามเพราะเป็นเพียงการคาดเดาของคนในหมู่บ้าน แต่ก็ดูจะมีน้ำหนักและมีเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์มากกว่าการมานั่งอธิบายเรื่องปีศาจ ในส่วนการมาของชาวญี่ปุ่นนั้น เป็นตัวแทนของความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เพราะมีข่าวลือหนาหูว่า “ชายชาวญี่ปุ่นคือปีศาจ" ภาพยนตร์เลือกที่จะสร้างจุดเด่นในการดำเนินเรื่องด้วยการสร้างความขัดแย้งในตัวบทของมันเอง เพื่อให้คนดูเกิดความไขว้เขวว่าสรุปแล้ว ผู้คนในหมู่บ้านคลุ้มคลั่งเพราะเห็ดพิษ หรือคลุ้มคลั่งเพราะการมาของชาวญี่ปุ่นกันแน่

          การตัดสินใจ นับเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของภาพยนตร์ ด้วยการตัดสินใจของจงกู ที่สะท้อนให้เห็นความเชื่อของผู้คนในชนบทที่ว่าด้วยเรื่องของการรักษา เขาเลือกที่จะให้ลูกสาวเข้ารับการรักษาด้วยพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ หลังจากที่เขาค้นพบว่าการรักษาทางการแพทย์นั้นไม่ประสบความสำเร็จ แพทย์ลงมติว่าอาการคลุ้มคลั่งที่แสดงออกมานั้นเป็นไปในทาง “จิตเวท” ซึ่งเป็นในมุมมองวิทยาศาสตร์และอธิบายตามหลักเหตุผล แต่ในทางกลับกัน ในมุมมองของไสยศาสตร์กลับมองว่าลูกสาวของจงกูถูกสิ่งที่เรียกว่า “ผี” เข้าสิงสู่และต้องประกอบพิธีกรรมเพื่อแก้ไข จะเห็นว่าแนวความคิดของจงกูก็เหมือนประชาชนคนธรรมดาทั่วไป เมื่อเขากำลังตกอยู่ในจุดที่เรียกว่า “ความสิ้นหวัง” สิ่งที่จะลบล้างความสิ้นหวังเหล่านั้นได้คือ การสร้าง “ศรัทธา” ในส่วนของประเด็นนี้ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นว่า การเข้าถึงทางการแพทย์ในชนบทไม่ทั่วถึงแล้ว ยังทำให้เห็นว่าผู้คนในชนบทยังมีความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์เป็นสำคัญ ความเชื่อเหล่านี้ยังมีอยู่ในชนบทสวนทางกับสังคมเมืองที่กำลังเจริญเติบโต

วัฒนธรรมต่างชาติที่ปรากฏในภาพยนตร์

วัฒนธรรมญี่ปุ่น

ภาพ หมอผีสวมใส่ผ้าเตี่ยวตามแบบของญี่ปุ่น

          การนุ่งผ้าเตี่ยว เป็นการนุ่งผ้าที่ปรากฏในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งทั้งตัวหมอผีและบุรุษลึกลับชาวญี่ปุ่นก็ได้นุ่งผ้าเตี่ยวเช่นเดียวกัน อันเป็นจุดเชื่อมโยงได้ว่า หมอผีอาจมีความสัมพันธ์บางอย่างกับบุรุษลึกลับชาวญี่ปุ่น

ภาพ บุรุษลึกลับชาวญี่ปุ่นสวมใส่ผ้าเตี่ยวตามแบบญี่ปุ่น

          ผ้าเตี่ยวที่ถือว่าเป็นต้นตำหรับที่ยังมีคนนิยมนุ่งอยู่และมีอิทธิพลไปทั่วโลก นั่นคือ "ฟุนโดชิ" Fundoshi ผ้าเตี่ยวชนิดนี้มีที่มาชัดเจน ซึ่งสวมใส่กันมานับ 1,000 ปีตั้งแต่สมัยเอโดะ ก่อนจะถึงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในสมัยโบราณผู้ชายเท่านั้นที่สามารถสวมใส่ได้ แต่ในปัจจุบันผู้หญิงก็สามารถสวมใส่ได้เช่นเดียวกัน ฟุนโดชิในยุคแรกจะใช้ผ้าผืนใหญ่ มีขั้นตอนการนุ่งยุ่งยากและสลับซับซ้อน แต่เชื่อได้ว่าการนุ่งในลักษณะดังกล่าวจะมีความกระชับ และมีโอกาสน้อยมากที่ผ้าทั้งผืนจะหลุด ซึ่งฟุนโดชิชนิดนี้เรียกว่า "โรคุชาคุ ฟุนโดชิ" (Rokushaku Fundoshi)

วัฒนธรรมจีน

ภาพ จงกูขณะเข้ารับการฝังเข็มจากแพทย์แผนพื้นบ้านเพื่อพื้นฟูร่างกายจากอาการป่วย

          ปฏิเสธไม่ได้ว่าวัฒนธรรมจีนนั้นปรากฏอยู่ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่นเดียวกับ “การฝังเข็ม” ที่นับเป็นวัฒนธรรมการแพทย์แผนโบราณ มีจุดกำเนิดมาจากประเทศจีน การฝังเข็มที่ปรากฏในภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นว่า “การแพทย์แผนโบราณยังคงเป็นที่ต้องการในสังคมบางแห่งอยู่” หมอพื้นบ้านยังคงเปรียบเสมือนป้อมปราการแรกที่ผู้คนในสังคมชนบทมารักษา ซึ่งการฝังเข็มในภาพยนตร์ก็ไม่ต่างจากการฝังเข็มทั่วไปที่เรารับรู้ผ่านภาพยนตร์จีนแนวกำลังภายใน โดยวิธีการนั้นแพทย์จะทำการฝังเข็มลงไปทั่วร่างกาย ซึ่งจะช่วยทำให้เลือดลมไหลเวียนดี หากในบางครั้งอาจไม่ได้ใช้ในทางการแพทย์เพียงอย่างเดียวแต่สามารถใช้เพื่อเสริมความงามได้เช่นกัน ปัจจุบันการแพทย์แผนโบราณแขนงนี้ยังคงปรากฏอยู่ทั้งในจีน เกาหลีและญี่ปุ่น

มิติทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์

          “แนวคิดเรื่องความเกลียดชังญี่ปุ่น” นี้ถูกถ่ายทอดผ่านตัวละคร “บุรุษลึกลับชาวญี่ปุ่น” ทั้งการมาถึงหมู่บ้านอย่างไม่ชอบมาพากล การปรากฏตัวของเขาเปรียบเสมือนการนำมาซึ่ง “ความตาย” อีกทั้งเขายังเป็นตัวละครที่เมื่อปรากฏตัวแล้ว ก็มักจะทำให้ผู้ชมเกิดความฉงนและสงสัยตลอดทั้งเรื่อง ยิ่งในช่วงท้ายของเรื่อง ภาพยนตร์ก็ไม่รอช้าที่จะยัดเยียดความเลวร้ายทั้งหมดทั้งมวลไปให้ตัวละครลึกลับผู้นี้ว่า “เขาคือปีศาจอย่างแท้จริง”

           ความเลวร้ายของญี่ปุ่นในสายตาชาวเกาหลียังไม่หมดเพียงเท่านั้น ภาพยนตร์ยังถ่ายทอดบาดแผลของสงครามในเชิงสัญลักษณ์ผ่านตัวละคร “หญิงสาวเปลือยกาย” หญิงสาวเปลือยกายนับเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ดูแปลกประหลาด ไม่ว่าจะทั้งการกระทำหรือการปรากฏตัวต่างๆ การปรากฏตัวของเธอให้ความรู้สึก น่าสงสาร หดหู่ และไร้ซึ่งจุดมุ่งหมาย แต่ในท้ายที่สุดกลับมีข่าวลือหนาหูว่า “เธอถูกข่มขืนโดยบุรุษลึกลับชาวญี่ปุ่น” ในประเด็นนี้สามารถเชื่อมโยงเข้ากับประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่นได้เช่นกัน กล่าวคือในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังขยายลัทธิจักรวรรดินิยม ในตอนนั้นหญิงชาวเกาหลีจำนวนกว่าสองแสนคน ได้ถูกนำตัวไปเป็นนางบำเรอให้แก่ทหารชาวญี่ปุ่น อาจเป็นไปได้ว่า หญิงชาวเกาหลีเหล่านั้น ถูกถ่ายทอดความรู้สึกผ่านตัวละคร “หญิงสาวเปลือยกายที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือ”

          ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของเกาหลีและญี่ปุ่นในอดีตนั้นเรียกได้ว่า เป็นความสัมพันธ์แสนเลวร้ายในมุมมองของชาวเกาหลียากที่จะลืมเลือน ดังนั้นจึงไม่แปลกอันใดที่ความโกรธแค้นเหล่านี้จะปะทุผ่านตัวละครบุรุษลึกลับชาวญี่ปุ่นและหญิงสาวเปลือยกายชาวเกาหลี ด้วยความเลวร้ายที่ญี่ปุ่นได้ทำไว้กับเกาหลีในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ามาปกครองเกาหลีในลักษณะอาณานิคม เกิดขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังขยายลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) ของตนเข้าไปในประเทศอาณานิคม การปกครองของญี่ปุ่นคล้ายกับการปกครองจักรวรรดินิยมตะวันตก มีทั้งการขูดรีดทางเศรษฐกิจ เก็บภาษีจำนวนมาก การผนวกวัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้ามาในอาณานิคม เช่น การบังคับใช้ภาษาญี่ปุ่นในการเรียนหนังสือในเกาหลี ในด้านเกษตรกรรมญี่ปุ่นบังคับให้เกาหลีผลิตข้าวและส่งไปยังญี่ปุ่นก่อนที่จะได้บริโภคเองเสียอีก ยิ่งไปกว่านั้นมีทั้งการเข่นฆ่า และการนำหญิงชาวเกาหลีจำนวนกว่าสองแสนคน ไปเป็นทาสบำเรอแก่ทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

          เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์นอกจากจะสร้างบาดแผลแก่ประชาชนเกาหลีไว้แล้ว ก็ยังสร้างมุมมองหรือทัศนคติในการใช้ชีวิตของชาวเกาหลีเอาไว้ด้วย กล่าวคือ การตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญทำให้เกาหลีกลายเป็นสังคม “อัตตาธิปไตย” หรือ “ชายเป็นใหญ่” กล่าวคือ การถูกญี่ปุ่นยึดครองเป็นอาณานิคม ประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน เหตุการณ์อันสร้างบาดแผลฝังลึกแก่ชาวเกาหลีเช่นนี้ จึงทำให้คนเกาหลีกลายเป็นคนที่ฝังใจกับเรื่องราวในอดีต และสามารถปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ได้ดี มีวินัยในตนเองสูง ความสัมพันธ์ทางสังคมของคนอยู่ภายใต้กฎระเบียบทางจริยธรรมของขงจื๊อที่เน้นความสูงต่ำทางสังคม นิยมยกย่องบุรุษเป็นผู้นำในครอบครัวและสังคม จึงเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในทัศนะของคนเกาหลีตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

เรื่อง : ปภาวี บัวชาบาล
พิสูจน์อักษร : ปยุต ถิระสาโรช

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด


เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและ...

31 ก.ค. 2563
“อันน

เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมและ...

29 ก.ค. 2563

ประกาศขายทอดตลาด...

20 ก.ค. 2563